ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยซัมซุงมองว่า บทบาทของประเทศไทยกำลังถูกยกระดับจาก “ตลาดผู้บริโภค” ไปสู่การเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการพัฒนา ทดลอง และขยายการใช้งาน AI อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมุมมอง ซี ยู คิม ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Samsung Electronics ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย

“ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาด้านดิจิทัล โดยมี AI เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน กลยุทธ์ AI ของภาครัฐที่ดำเนินควบคู่ทั้งการเสริมสร้างความพร้อมและการเร่งการนำ AI ไปใช้ในระดับประเทศ ได้วางรากฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน เป้าหมายในการพัฒนาผู้ใช้งาน AI มากกว่า 10 ล้านคน รวมถึงการลงทุนด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพของนักพัฒนา สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของซัมซุง ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในรูปแบบที่เป็นส่วนตัว ใช้งานง่าย และปลอดภัย โดยไม่ได้จำกัด AI ไว้เฉพาะในอุปกรณ์เรือธงเท่านั้น แต่ผสานเข้าไปในทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่อุปกรณ์ระดับพรีเมียมไปจนถึงอุปกรณ์ที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน” ซี ยู คิม กล่าว

พฤติกรรมผู้บริโภคไทย ดันประเทศสู่ Gateway AI ของภูมิภาค

หนึ่งในเหตุผลที่ซัมซุงมองว่าไทยเป็น “ประตูสำคัญ” ของการขยายการใช้งาน AI ในระดับภูมิภาค คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความรอบคอบและตั้งใจในการตัดสินใจใช้จ่าย งานวิจัย Need & Consumer Decision Journey Study ที่ซัมซุงทำร่วมกับ Ipsos Thailand ชี้ว่าครัวเรือนไทยให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และการอัปเกรดที่มีความหมาย โดยเลือกเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตในแต่ละวันอย่างแท้จริง[1]

ข้อมูลเชิงลึกในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์สะท้อนแนวโน้มนี้อย่างชัดเจน

  • ในกลุ่ม สมาร์ทโฟน ผู้บริโภคถึง 74% ตัดสินใจอัปเกรดเครื่องเพราะต้องการฟีเจอร์ที่ดีขึ้น ประสิทธิภาพที่เร็วขึ้น หรืออายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น ขณะที่มีเพียง 26% ที่ซื้อเพราะอุปกรณ์เดิมชำรุด แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการอัปเกรด “โดยตั้งใจ” โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ใช่รุ่นเรือธง[2]
  • ด้าน ทีวี ผู้บริโภคมีแนวโน้มมองหาหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นและคุณภาพของภาพที่ดีกว่า แต่ยังคาดหวังให้เทคโนโลยีถูกอธิบายในภาษาที่เข้าใจง่าย แม้ว่าการซื้อบางส่วนยังเกิดจากความจำเป็นในการเปลี่ยนเครื่องทดแทน แต่วงจรอายุผลิตภัณฑ์กำลังสั้นลงจากการอัปเกรดเชิงรุกมากขึ้น[3]
  • สำหรับ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมมักเลือกอัปเกรดเพื่อความจุที่มากขึ้น ความสะดวกสบาย และฟีเจอร์ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น หรือในช่วงที่มีการปรับปรุงและรีโนเวตที่อยู่อาศัย[4] ขณะที่ เครื่องปรับอากาศ ตลาดหลักยังเปลี่ยนเมื่อเครื่องเดิมเสีย แต่กลุ่มพรีเมียมเลือกอัปเกรดเพื่อความสะอาด ระบบกรองอากาศที่ดีขึ้น หรือเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบ้าน[5]

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสนามสำคัญในการนำ AI ไปใช้งานจริง ทดลอง และพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ ซึ่งข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคไทยมีส่วนสำคัญต่อการออกแบบ AI ให้ใช้งานได้จริง เป็นธรรมชาติ และปลอดภัย สะท้อนจากการที่ภาษาไทยถูกเลือกเป็นหนึ่งใน 13 ภาษาแรก ที่ Galaxy AI รองรับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2024

AI ยกระดับชีวิตจริง จากมือถือถึงบ้านอัจฉริยะ

ซัมซุงมองว่าเทคโนโลยี AI จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์ โดยในงาน CES 2026 ที่ผ่านมา ซัมซุงได้ประกาศวิสัยทัศน์ “Your Companion for AI Living” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงความอัจฉริยะของ AI เข้ากับทุกอุปกรณ์ เพื่อให้ AI เป็นผู้ช่วยที่เข้าใจผู้คน ปรับตัวตามชีวิต ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสร้างช่วงเวลาที่มีความหมายในทุกวัน

สมาร์ทโฟนยังคงเป็นอุปกรณ์หลักที่ช่วยให้ AI เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง ซัมซุงจึงให้ความสำคัญกับการทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยปัจจุบันผู้ใช้ซัมซุงในประเทศไทยถึง 84.36% ได้ใช้งาน Galaxy AI แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว การสร้างและแก้ไขภาพหรือวิดีโอ ไปจนถึงการสื่อสาร

ในด้านสุขภาพ Galaxy AI ที่ทำงานร่วมกับ Samsung Health สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ และให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลทั้งด้านการออกกำลังกาย การฟื้นฟูร่างกาย และการดูแลสุขภาพโดยรวม ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์ Running Coach บน Galaxy Watch8 ที่ช่วยตั้งเป้าหมายการวิ่งและแนะนำจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้ออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและท้าทายศักยภาพของตนเอง

ขณะเดียวกัน ในด้านการศึกษาและการทำงาน ฟีเจอร์อย่าง Note Assist และ Transcript Assist เข้ามาช่วยให้นักเรียน ครู และผู้ทำงาน สามารถสรุป จัดระเบียบ และโครงสร้างข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ส่งผลให้กระบวนการเรียนการสอนและการทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น

สำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคไทยจำนวนมากเริ่มเปิดรับเทคโนโลยีที่ช่วยลดความซับซ้อนของงานบ้านและปรับการทำงานให้เข้ากับพฤติกรรมของแต่ละคน ซึ่งสะท้อนผ่าน AI Home ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า Bespoke AI ที่ช่วยจัดการงานในบ้านอย่างง่ายดาย Samsung TV ที่ทำหน้าที่เป็น Vision AI Companion หรือ Galaxy AI ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานและการดูแลสุขภาพนอกบ้าน ทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เฟซ One UI ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความล้ำสมัยของนวัตกรรม สิ่งที่ซัมซุงยึดมั่นคือ จริยธรรมและความเป็นส่วนตัว ซี ยู คิม กล่าวย้ำว่า “การพัฒนานวัตกรรมจะไม่แลกมาด้วยความเป็นส่วนตัว โดยมี Knox Matrix เป็นกรอบการรักษาความปลอดภัยแบบหลายอุปกรณ์ (Multi-device) ที่คอยตรวจจับความเสี่ยง แยกอุปกรณ์ที่ถูกบุกรุก และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลขณะเคลื่อนย้ายระหว่างอุปกรณ์ ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกคุ้มครองตั้งแต่ออกแบบ”

นอกจากนี้ ซัมซุงยังเดินหน้าพัฒนากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า Bespoke AI อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มนำ on-device AI มาใช้ในผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สองปีก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเลือกโซลูชันที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง ตัวอย่างเช่น ตู้เย็น Bespoke AI ที่เมื่อเชื่อมต่อกับ SmartThings Energy ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ และเมื่อเปิดใช้งาน AI Energy Mode ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งแนะนำโหมดประหยัด หากคาดการณ์ว่าค่าไฟจะสูงเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้

ในส่วนของการซักผ้า เครื่องซักผ้าและอบผ้า Bespoke AI Laundry มาพร้อมความสามารถด้าน AI ที่ช่วยให้การซักผ้าง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI Wash+[7] ที่ประเมินน้ำหนักผ้าและคำนวณปริมาณน้ำและน้ำยาซักผ้าอย่างเหมาะสม รวมถึง AI Ecobubble™[8] ที่สามารถขจัดคราบได้มากขึ้นถึง 20%[9] โดยระบบจะวิเคราะห์ประเภทผ้า[10] และปรับฟอง ระยะเวลาซัก อุณหภูมิ และความเร็วในการปั่นให้เหมาะสมกับเนื้อผ้าแต่ละชนิด

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ของซัมซุงกลายเป็นผู้ช่วยที่เข้าใจชีวิตจริงของผู้บริโภคไทย และเข้ามามีบทบาทในการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน

ปูทางสู่โลกที่เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเพื่อนคู่คิด

ในงาน CES 2026 ซัมซุงได้กล่าวถึง Bespoke AI Refrigerator Family Hub รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมระบบ AI Vision เวอร์ชันอัปเกรด ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Google Gemini นับเป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยีดังกล่าวถูกผสานเข้ากับตู้เย็น โดยก่อนหน้านี้ AI Vision สามารถจดจำอาหารสดได้สูงสุด 37 ประเภท และอาหารแปรรูปที่ผู้ใช้บันทึกไว้ล่วงหน้าได้ 50 รายการบนอุปกรณ์[11] ขณะที่เวอร์ชันล่าสุดได้รับการพัฒนาให้สามารถจดจำรายการอาหารได้หลากหลายยิ่งขึ้น มอบประสบการณ์การใช้งานที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ซัมซุงยังเดินหน้ายกระดับหน้าจอแสดงผลให้กลายเป็นโซลูชันอัจฉริยะด้วย Vision AI ซึ่งขณะนี้มีให้ใช้งานในทีวีหลายรุ่น รวมถึง Neo QLED QN70F 4K Samsung Vision AI Smart TV 2025 ในกลุ่มระดับกลาง โดยฟีเจอร์อย่าง Bixby Voice Assistant สามารถเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น และรองรับคำสั่งหลายคำสั่งพร้อมกัน ช่วยให้การสนทนาราบรื่นขึ้น การค้นหาง่ายขึ้น และการควบคุมอุปกรณ์เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ โปรเซสเซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Neural networks AI ถึง 20 เครือข่าย ยังช่วยปรับภาพและเสียงให้เหมาะสมอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับความบันเทิงคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นการรับชมกีฬาสดหรือการเล่นวิดีโอเกม

และซัมซุงยังเดินหน้าต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบอุปกรณ์ที่รองรับ AI มากกว่า 1 พันล้านเครื่องภายในปี 2028 ตอกย้ำบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนประสบการณ์อัจฉริยะ ผ่านความเชี่ยวชาญด้าน AI ในระดับโลก ขนาดการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และระบบนิเวศที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้

ปั้น Ecosystem AI ไทย ลงทุนใน "คน" และ "พันธมิตร" เพื่อความยั่งยืน

ซัมซุงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยในระยะยาว โดยมองว่าการผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการลงทุนใน “คน” ควบคู่ไปกับการสนับสนุนภาคธุรกิจ ซี ยู คิม กล่าวว่า “การสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแรง ต้องเริ่มจากการพัฒนาทักษะ ความคิด และประสบการณ์จริงให้กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถนำ AI ไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

หนึ่งในกลไกสำคัญคือโครงการ Samsung Innovation Campus (SIC) และ Solve for Tomorrow (SFT) ซึ่งซัมซุงใช้เป็นเวทีในการถ่ายทอดทักษะด้านการเขียนโค้ดและพื้นฐาน AI ให้กับเยาวชนไทยทั่วประเทศ โดยซี ยู คิม ระบุว่า “เราไม่ได้ต้องการสอนเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการปลูกฝังวิธีคิดและความมั่นใจ เพื่อให้เยาวชนสามารถนำ AI ไปแก้ปัญหาในโลกจริงได้” ล่าสุด โครงการ SIC ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากเยาวชนกว่า 30,000 คน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย ที่สมัครเข้ารับการอบรมและขอรับใบรับรองทักษะด้าน AI และระบบอัตโนมัติ สะท้อนถึงความต้องการทักษะดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย

ขณะเดียวกัน โครงการ Solve for Tomorrow ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ได้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยกว่า 6,500 คนทั่วประเทศ ได้ออกแบบนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและ AI แก้ปัญหาใกล้ตัวในด้านสุขภาพ กีฬา ความยั่งยืน และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

และยังได้สานต่อความสัมพันธ์กับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี โดยปัจจุบันได้ยกระดับความเข้มข้นของโครงการเพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยมีทักษะด้านเทคนิคที่จำเป็น รองรับการเติบโตในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มตัว พร้อมให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภาคการเงิน โดยร่วมมือกับ KBTG จัดกิจกรรม Hackathon เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI ในการตรวจจับและป้องกันการทุจริต ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่มีผลกระทบสูงต่อเศรษฐกิจไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของ AI ในการสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพทางการเงิน

นอกเหนือจากการพัฒนาคนแล้ว ซัมซุงยังมุ่งสร้างโอกาสให้องค์กร ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึง AI ได้จริง ผ่าน Business Experience Studio ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ภาคธุรกิจได้ทดลอง เรียนรู้ และร่วมพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับการใช้งานจริงในองค์กร ผ่านการสนับสนุนภาคธุรกิจด้วยโซลูชัน B2B ที่พร้อมใช้งาน ตั้งแต่ Galaxy Devices และจอแสดงผลระดับมืออาชีพ ไปจนถึงแพลตฟอร์มอย่าง Samsung Knox, Samsung Visual eXperience Transformation (VXT) และ SmartThings Pro ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สามารถนำ AI ไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และขยายการใช้งานได้ในอนาคต

ซี ยู คิม กล่าวว่า “การทำให้ AI เกิดผลลัพธ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ธุรกิจเข้าใจและนำไปปรับใช้ได้จริง โดยการมีพื้นที่ให้ทดลองและเรียนรู้ จะช่วยลดอุปสรรคและเร่งการสร้างนวัตกรรมในภาคธุรกิจไทย เมื่อเราสนับสนุนทั้งคนรุ่นใหม่ ธุรกิจ ไปพร้อมกัน เรากำลังสร้างรากฐานของระบบนิเวศ AI ที่แข็งแรงและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย โดยเชื่อว่าความร่วมมือกับพันธมิตรไทยในทุกภาคส่วน คือกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคในระยะยาว”

กางวิสัยทัศน์ 3–5 ปี ดันไทยสู่ศูนย์กลาง AI อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ซัมซุงตั้งเป้าสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรม AI ที่แข็งแกร่งของภูมิภาค โดยต่อยอดจากจุดแข็งที่ประเทศมีอยู่แล้ว ทั้งภูมิทัศน์ค้าปลีกที่แข็งแรง ชุมชนนักพัฒนาที่เติบโตต่อเนื่อง และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้เอื้อต่อการพัฒนา ทดลอง และขยายการใช้งาน AI ใหม่ ๆ เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการขยายผลไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซี ยู คิม กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่ที่แนวคิด AI ใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้น ทดสอบ และขยายขนาดได้จริง เมื่อประเทศมีความพร้อมด้านดิจิทัลและบุคลากรมากขึ้น เราเห็นบทบาทของไทยที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในการกำหนดทิศทาง AI ของภูมิภาค” ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจระดับโลกของซัมซุงในการทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบ

ในมิติของความยั่งยืนและจริยธรรม ซัมซุงย้ำชัดว่าการพัฒนา AI จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับหลักการด้านความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในทุกขั้นตอน “เราสนับสนุนนวัตกรรมอย่างเต็มที่ แต่จะไม่แลกด้วยจริยธรรมหรือความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน” ซี ยู คิม กล่าว พร้อมอธิบายว่า Galaxy AI ถูกออกแบบให้ผู้ใช้มีอำนาจควบคุมข้อมูลของตนเอง ผ่านการตั้งค่าที่ชัดเจน นโยบายที่โปร่งใส และทางเลือกในการจัดการข้อมูลตามความต้องการ

ซัมซุงยังทำงานร่วมกับประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้าน AI โดยได้เข้าร่วมและให้คำมั่นต่อ Frontier AI Safety Commitments ในการประชุม AI Seoul Summit เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 และประกาศใช้ AI Safety Framework อย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า AI จะพัฒนาไปในทิศทางที่ปลอดภัยและยั่งยืน

สำหรับประเทศไทย วิสัยทัศน์ดังกล่าวหมายถึงการขยายโอกาสในการเข้าถึงทักษะดิจิทัล การนำ AI มาใช้งานอย่างปลอดภัยและประหยัดพลังงาน รวมถึงการทำให้นวัตกรรมสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และชุมชนทั่วประเทศ เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของไทยเดินหน้าลึกยิ่งขึ้น ซัมซุงยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันด้าน AI ในทุกส่วนของระบบนิเวศ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นใจและยั่งยืนในระยะยาว

ข้อมูลอ้างอิง

[1] งานวิจัยด้านความต้องการและเส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภค (Need & Consumer Decision Journey Study) จัดทำโดยซัมซุง ร่วมกับ Ipsos ประเทศไทย

[2] งานวิจัยด้านความต้องการและเส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภค จัดทำโดยซัมซุง ร่วมกับ Ipsos ประเทศไทย

 – การวิจัยเชิงคุณภาพ (Focus Group) ดำเนินการในเดือนมีนาคม 2025

 – การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 700 คน ดำเนินการในเดือนพฤษภาคม 2025

[3] งานวิจัยด้านความต้องการและเส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภค จัดทำโดยซัมซุง ร่วมกับ Ipsos ประเทศไทย

 – การวิจัยเชิงคุณภาพ (Focus Group)

 – การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน ดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2025

[4] งานวิจัยด้านความต้องการและเส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภค จัดทำโดยซัมซุง ร่วมกับ Ipsos ประเทศไทย

 – การวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการในเดือนกันยายน 2025

[5] งานวิจัยด้านความต้องการและเส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภค จัดทำโดยซัมซุง ร่วมกับ Ipsos ประเทศไทย

 – การวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการในเดือนตุลาคม 2025

[6] ฟีเจอร์ดังกล่าวรองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุงจำนวน 9 ประเภท ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เครื่องล้างจาน เครื่องฟอกอากาศ เครื่องลดความชื้น เครื่องดูดควัน และโทรทัศน์ (เฉพาะบางรุ่นเท่านั้น)

[7] อ้างอิงจากอัลกอริทึมที่สร้างโดย AI และการทดสอบภายในของซัมซุง โดยใช้โปรแกรม AI Wash+ กับผ้าปริมาณ 3 กิโลกรัม
 – เซนเซอร์ตรวจวัดความขุ่นสามารถทำงานได้กับผ้าทุกน้ำหนัก
 – ระบบจำแนกประเภทเนื้อผ้าจะทำงานเฉพาะเมื่อปริมาณผ้าน้อยกว่า 3 กิโลกรัม
ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคล

[8] AI Ecobubble™ เป็นเทคโนโลยีของซัมซุงที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรอบการซัก โดยประเมินประเภทผ้า การสร้างฟอง และการทำงานร่วมกับโหมด AI Energy

[9] อ้างอิงจากการทดสอบของ KATRI ตามมาตรฐาน KS C IEC 60456 สำหรับรุ่น WF25B9600KE AI Wash with Ecobubble กับผ้าปริมาณ 3 กิโลกรัม

 ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามประเภทเสื้อผ้าและสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง

[10] การประเมินประเภทผ้าด้วยอัลกอริทึม AI จะทำงานเฉพาะเมื่อเลือกใช้โปรแกรม AI Wash+

 – สามารถจำแนกเนื้อผ้าได้ 5 ประเภท ได้แก่ ผ้าทั่วไป ผ้าบอบบาง ผ้าขนหนู ผ้ายีนส์ และผ้าสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง (สำหรับผ้าปริมาณ 3 กิโลกรัม)
 – การซักผ้าที่ผสมหลายประเภทอาจลดความแม่นยำในการจำแนกเนื้อผ้า
– ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไปตามการใช้งาน
– เพื่อป้องกันการสึกหรอ ควรซักผ้าที่เป็นประเภทเดียวกันในแต่ละครั้ง

[11] ณ เดือนเมษายน 2025 ระบบ AI Vision สามารถจดจำรายการอาหารได้ 37 ประเภท เช่น ผักและผลไม้สด
– หากไม่สามารถจดจำอาหารได้ ระบบอาจแสดงเป็นรายการที่ไม่ทราบประเภท
– AI Vision ไม่สามารถระบุหรือแสดงรายการอาหารที่อยู่ในช่องเก็บของประตูตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง
– ระบบจดจำอาหารโดยอาศัยโมเดล Deep Learning ซึ่งอาจมีการอัปเดตเป็นระยะเพื่อเพิ่มความแม่นยำ
– AI Vision ยังสามารถจดจำอาหารบรรจุภัณฑ์ที่ผู้ใช้บันทึกไว้ได้สูงสุด 50 รายการ พร้อมตั้งชื่อกำกับ
– อาหารบรรจุภัณฑ์ต้องอยู่ในรูปแบบที่ยังคงสภาพบรรจุภัณฑ์เดิม