หลังจากที่ผมพูดถึงวิธีการเลือกซื้อกองทุนรวมไปแล้ว อาทิตย์นี้เราจะมาคุยต่อกันอีกนิดครับ ในเรื่องของการจัดพอร์ตกองทุนรวม
อย่างที่ทราบกันดีครับ ในการบริหารเรื่องของความเสี่ยงนั้นเราเองก็ไม่ควรที่จะซื้อกองทุนรวมแค่เพียงกองทุนรวมเดียว เทียบได้กับการใส่ไข่ไก่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เนื่องจากความเสี่ยงที่ไข่ทุกใบที่เราใส่ในตะกร้ามีโอกาสแตกเสียหายได้เสมอ ซึ่งนั่นเปรียบได้กับการลงทุน หากเราได้สูญเสียเงินต้น แถมเงินที่นำมาลงทุนนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หามาง่ายเท่าไรนัก ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
ในบทความนี้ ผมจะมาแนะนำขั้นตอนการออกแบบพอร์ตกองทุนรวมแบบง่ายๆ กันครับ
แผนการลงทุนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
อย่างที่ได้เคยกล่าวถึงเรื่องของการซื้อกองทุนรวม เราจะต้องมีเป้าหมายที่แน่ชัดว่าจะต้องการที่จะนำเงินไปทำอะไร ถ้าหากในกรณีของการนำเงินมาลงทุนให้งอกเงยสำหรับอนาคต เช่น ลงทุนเป็นค่าเล่าเรียนของลูกในอนาคต หรือเก็บไว้ใช้ยามชราภาพ ต่างกันกับเป้าหมายในการนำเงินมาใช้ในระยะสั้น อย่างการนำเงินไปเพื่อท่องเที่ยว นำเงินไปจับจ่ายซื้อเครื่องเล่นเกมคอนโซล มือถือใหม่ เป็นต้น
เมื่อเป้าหมายแต่ละอย่างแตกต่างกันย่อมใช้การออกแบบไม่เหมือนกัน ดังนั้นการออกแบบพอร์ตการลงทุนก็แตกต่างออกไป กรณีการนำเงินมาใช้ในระยะสั้น พอร์ตการลงทุนเราก็ควรจะใช้สินทรัพย์ประเภท กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือเงินฝากธนาคาร เพื่อที่จะปกป้องเงินของเราให้ได้มากที่สุด แต่ผลตอบแทนเองก็ถือว่าต่ำที่สุดด้วยเช่นกัน
...
ขณะที่การลงทุนระยะยาวมาก เราต้องการผลตอบแทนระยะยาวในระดับที่สูง เพื่อที่จะทำให้เม็ดเงินของเรางอกเงย สินทรัพย์ที่เหมาะสมต้องเป็น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศไทย หรือต่างประเทศ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว แต่ก็จะแลกมากับความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนเป็นระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากความผันผวนของตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศ
เมื่อเราเลือกเป้าหมายที่ถูกต้อง การออกแบบพอร์ตการลงทุนก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปเกินครึ่งครับ
จัดสัดส่วนในการลงทุน
เมื่อเราได้แผนการที่แน่ชัดแล้ว คราวนี้ได้เวลาการจัดสัดส่วนการลงทุน อย่างไรก็ดีแนวทางในการจัดสัดส่วนในการลงทุนเองนั้น ผมคิดว่าการลอกพอร์ตการลงทุนของคนที่เรารู้จัก หรือคนที่ประสบความสำเร็จกว่า อาจส่งผลเสียต่อการลงทุนได้ เนื่องจากหลากหลายปัจจัยที่แตกต่างกัน ความเสี่ยงแตกต่างกัน ท้ายที่สุดแล้วคนที่เราตอบเรื่องการลงทุนได้ดีที่สุดคือตัวเราเองครับ แต่ถ้าหากเรานึกภาพไม่ออกว่าพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมเป็นยังไง มันคือผลหลังจากที่เราได้ทำ “แบบประเมินความเสี่ยงด้านการลงทุน” ครับ
สำหรับพอร์ตการลงทุนที่เราจะได้เห็นหลังจากประเมินความเสี่ยงด้านการลงทุนเสร็จแล้วเราจะเห็นเจ้าแผนภูมิรูปวงกลม (Pie Chart) ที่แบ่งเป็นสัดส่วนของการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนชายอายุ 38 ปี รับความเสี่ยงได้ปานกลาง-ค่อนข้างมาก มีระยะเวลาลงทุนมากกว่า 5 ปี
- ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 45 เปอร์เซ็นต์
- ลงทุนในกองทุนหุ้น 45 เปอร์เซ็นต์
- ลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่น (เช่น กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ เป็นต้น) 10 เปอร์เซ็นต์
สัดส่วนในการลงทุนในแผนภูมิรูปวงกลมนี้ ถือเป็นแนวทางการลงทุนคร่าวๆ ตามเป้าหมายของแต่ละคนนะครับ นอกจากนี้พอร์ตการลงทุนของเราอาจปรับเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลาได้อีกด้วย ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลายเรื่อง เช่น เม็ดเงินลงทุนของเราเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่อายุผู้ลงทุนเองที่มาพร้อมกับการรับความเสี่ยงที่มากน้อยต่างกันไป ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปเราอาจต้องปรับแผนการลงทุนด้วยครับ
ประกอบพอร์ตการลงทุนให้เป็นรูปร่าง
หลังจากเราได้จัดสัดส่วนเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราก็จะมาประกอบการลงทุนให้เป็นรูปร่างมากขึ้น สำหรับกองทุนรวมที่เราจะเลือกลงทุนให้เป็นพอร์ตการลงทุนของเราเป็นรูปร่าง เราสามารถที่จะเลือกลงทุนโดยดูข้อมูลของกองทุนแต่ละสินทรัพย์ได้จากเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เราสนใจ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเว็บไซต์ Morningstar และเว็บไซต์ Siamchart ครับ โดยทั้งสองเว็บไซต์ได้รวบรวมข้อมูลกองทุนรวมที่มีในประเทศไทย พร้อมข้อมูลกองทุนที่น่าสนใจ เช่น ผลตอบแทนย้อนหลัง ผลงานกองทุนเทียบกับกองทุนอื่น เป็นต้น
ผมขอเน้นย้ำอีกรอบว่าอย่าลืมอ่าน “หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ” ของกองทุนที่เราสนใจด้วยครับ
การประกอบพอร์ตการลงทุนของกองทุนรวมให้เป็นรูปเป็นร่างนั้น เพื่อที่จะทำให้พอร์ตการลงทุนของเราเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ ลดความผันผวนจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น กรณีตลาดหุ้นที่ตกลงอย่างกะทันหัน
ทั้งนี้ ผมมีเรื่องที่จะกล่าวเสริมเล็กน้อยในการจัดพอร์ตการลงทุน โดยนักลงทุนบางคนอาจซื้อหลายกองทุน เพราะเห็นว่ากองทุนนี้น่าสนใจ หลายครั้งที่ตัวเราเองซื้อกองทุนรวมถือเป็นสัดส่วนการลงทุนที่มากเกินกว่าความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น เราประเมินความเสี่ยงแล้วสามารถซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นได้ในสัดส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ ณ ปัจจุบันเรามีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นอยู่ทั้งหมด 80 เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าเรากำลังถือครองกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์เกินความเสี่ยงที่เราจะรับได้ครับ
...
แม้ว่าหลายคนเองอาจบอกว่าตัวเขาสามารถรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่ตลาดหุ้น หรือสินทรัพย์ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น นั่นเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนจะมีความสุขจากผลกำไรที่ได้รับ แต่ถ้าตลาดขาลงเหมือนในเวลานี้ที่เรากำลังเผชิญกับโควิด-19 ตลาดหุ้นเกิดแรงเทขายอย่างหนัก สินทรัพย์ราคาลดฮวบลงไป เมื่อถึงเวลานั้นก็ชวนให้สงสัยว่าจะยังรับกับผลตอบแทนที่ขาดทุนไปจากช่วงเวลาดังกล่าวได้หรือไม่
นอกจาก 3 ข้อที่ได้กล่าวไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้มีแอปพลิเคชันที่ช่วยลงทุนในกองทุนรวม ทั้งจากสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการบริษัท FinTech ซึ่งแอปเหล่านี้ จะมีบริการจัดพอร์ตการลงทุนให้ตรงตามเป้าหมายตามความต้องการของเรา และยังรวมถึงตามเม็ดเงินที่เรามี ไม่ว่าจะมีเงินมากมีเงินน้อยก็ลงทุนได้หมด
นอกจากนี้ บางแอปพลิเคชันยังมีบริการปรับพอร์ตการลงทุนถ้าหากสภาวะตลาดไม่เป็นใจ หรือปรับกลยุทธ์การลงทุนให้โดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าบริการเหล่านี้ทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้นเลยทีเดียว หรือถ้าหากต้องการที่จะพูดคุยกับผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้ สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จนถึงบริษัทประกันชีวิต ส่วนใหญ่แล้วจะมีนักวางแผนการเงิน ที่จะช่วยวางแผนการเงิน รวมถึงพอร์ตการลงทุน โดยเราสามารถหานักวางแผนการเงินที่มีเครื่องหมาย CFP หรือคนที่มีใบอนุญาต IP License ได้อีกด้วยครับ
ขอให้สนุกกับการลงทุนครับ
ที่มา:
...
Axis Mutual Fund: 4 Steps To Create Mutual Fund Portfolio