ไลฟ์สไตล์
100 year

2564 ปีแห่งแสงสว่างที่ปลายอุโมค์ ในทุกวิกฤติย่อมมีความหวังเสมอ

ไทยรัฐออนไลน์2 ม.ค. 2564 05:01 น.
SHARE

ปี 2563 ถือเป็นปีบอบช้ำหนักหนาสาหัสสากรรจ์ที่สุดสำหรับคนทั้งโลก แต่สุดท้ายเราก็ผ่านสงครามโรคระบาดมาได้โดยที่ยังหายใจกันอยู่!! ท่ามกลางความหวังและสิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหล่าซีอีโอแถวหน้าของเมืองไทยเชื่อมั่นว่า ปี 2564 จะต้องมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์รอคอยเราอยู่ กอดเก้าอี้ให้แน่นๆเต รียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เราจะฝ่าวงล้อมโควิดไปด้วยกัน!!

ซีอีโอกู้วิกฤติแห่งเอไอเอส “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ยกให้ “ปี 2564 เป็นปีแห่งการฟื้นฟูประเทศ” ถึงแม้วันนี้จะมีข่าวดีคิดค้นวัคซีนโควิด-19 สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ต้องกินเวลาอีกครึ่งปีถึงหนึ่งปีกว่าที่ทุกอย่างจะกลับมาสู่ความปกติ ในระหว่างที่เรารอคอยวัคซีนโควิดกันทั้งโลก ประเทศไทยควรพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยหันมาปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่ เพื่อฟื้นฟูตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น เตรียมตั้งรับกับอนาคตใหม่ เช่น ที่ผ่านมาเราเคยพึ่งแต่การส่งออกและการท่องเที่ยว วันนี้อย่าไปหวังว่าเขาจะกลับมาอย่างเดิมๆอีก ฉะนั้น เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ชัด โดยหันมากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยอย่างจริงจังขึ้น ส่วนการที่ต่างชาติจะกลับเข้ามาเที่ยวเมืองไทยเหมือนเดิม 30-40 ล้านคน ให้มองเป็นแวลูแอด เพราะมันอาจต้องรอไปอีก 2-3 ปีขึ้นไป เรามีบทเรียนแล้วต้องใช้เวลานี้ทบทวนตัวเองเพื่อปรับปรุงโครงสร้างของประเทศ เรื่องคนก็สำคัญมาก ประเทศไทยเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะเราเป็นศูนย์กลางของอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ผมอยากเห็น 3 ประสานพลังเกิดขึ้นในเมืองไทย คือทั้งรัฐบาล, เอกชน และประชาชนทั้งหลาย ควรจะต้องปรับตัวอย่างมากไปพร้อมๆกัน ถามว่ารัฐบาลควรจะปรับตัวยังไง ก็ควรวางนโยบายให้ชัดเจน อย่ามัวแต่ไปพึ่งส่งออกและท่องเที่ยวอย่างเดียว รัฐบาลต้องทำตัวเป็นซัพพอร์ตเตอร์คอยสนับสนุนทุกภาคส่วน มากกว่าทำตัวเป็นเรกกูเรเตอร์คอยกำกับดูแลอย่างเดียว และรัฐบาลต้องโปร่งใสไม่เลือกที่รักมักที่ชัง กระบวนการทุกอย่างต้องถูกต้อง กฎต้องเป็นกฎไม่มีการละเว้นให้ใครเป็นพิเศษ ส่วนเอกชนนั้น รายใหญ่ต้องไม่กินรวบคนเดียว แต่ต้องยื่นมือไปช่วยรายเล็กให้มากๆ หลังโควิด-19 รายที่ยังอยู่รอดได้คือ รายใหญ่ กระทบยังไงก็ตาม ด้วยโครงสร้างทางการเงินและอำนาจทางการตลาด รายใหญ่ยังแข็งแรงอยู่ดี ฉะนั้น รายใหญ่ต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และช่วยฉุดรายเล็กขึ้นมาให้ได้ ขณะเดียวกัน รายเล็กก็ต้องปรับตัวให้มากๆ โควิด-19 สอนให้เราทำเรื่องดิจิทัลไลเซชัน รายเล็กมีโอกาสอย่างสูงที่จะใช้ดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและช่วยลดค่าใช้จ่าย สมัยก่อนไม่มีทางเลยจะทำได้รวดเร็วทันใจ ต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้านถึงจะได้เทคโนโลยีระดับนี้แต่วันนี้ต้นทุนของเทคโนโลยีถูกมากเลย รายเล็กสามารถซื้อระบบบัญชีแบบบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ทำได้ สำหรับผู้บริโภค หรือประชาชน ก็จะต้องปรับตัวให้สมดุล อย่าทุนนิยมมากเกินไป ไม่ควรใช้จ่ายเกินตัว เพราะโควิด-19 สอนให้รู้แล้วว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน อาจเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นเสมอ

ด้าน เจ้าแม่ขายตรงหมื่นล้านแห่งกิฟฟารีน ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 7 ล้านคนทั่วประเทศ “พญ.นลินี ไพบูลย์” อยากให้คนไทยตระหนักแต่ไม่ตระหนก ขณะเดียวกัน ก็ต้องมองหาโอกาสในวิกฤติให้เจอ โดยเร่งปรับตัวให้เร็วเพื่อความอยู่รอด แม้วิกฤติโควิด-19 จะฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้คนหยุดการใช้เงินเพราะตื่นตระหนก และมีกำลังซื้อน้อยลง แต่คุณหมอเชื่อมั่นว่า ปี 2564 จะต้องมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แน่นอน ไม่มีอะไรที่มืดสนิทโดยไม่มีความหวัง กระนั้น “แสงสว่างจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจกันของคนไทยทุกคน เราต้องมีความคิดที่เป็นบวกต้องมีความหวัง อย่าสิ้นหวังเด็ดขาด” ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆทั่วโลก ประเทศไทยก็ยังมีสถานการณ์ที่ดีกว่าอีกหลายๆประเทศ สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดในปี 2564 คือการมองหาโอกาสใหม่ๆเพื่อพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าเป็นผู้ประกอบการต้องหาให้เจอว่า ทำยังไงให้สินค้าของเราโดนใจผู้บริโภคมากขึ้น ทำยังไงให้มีความเป็นต่อด้านคุณภาพสินค้า และความรวดเร็วทันใจในการให้บริการ ทำยังไงจะใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เพื่อเพิ่มยอดขายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถชนะใจลูกค้ายุคใหม่ได้ อย่าแห่ทำอะไรตามกัน พยายามหาอะไรที่มีความแตกต่าง ทุกครั้งที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ กิฟฟารีนจะต้องทำวิจัย นอกจากผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ และทดลองใช้ว่าได้ผลดี ยังต้องทดสอบความพึงพอใจของผู้ใช้ด้วย ต้องหาให้เจอว่าใน 100 ตัวอย่างของอาสาสมัครชอบหรือไม่ชอบ ถ้าราคาเท่านี้จะซื้อหรือไม่ซื้อ เป็นเพราะเหตุใด อะไรที่เคยทำแล้วสำเร็จอาจเอามาใช้ไม่ได้อีกในตอนนี้ ทั้งๆ ที่เกิดวิกฤติโควิด-19 แต่ยอดขายของกิฟฟารีนในปี 2563 โตขึ้น 7-8% เพราะเราปรับตัวได้เร็ว เอาเทคโนโลยีมาช่วยทุกทาง สำหรับปี 2564 จะต้องเป็นปีที่พัฒนาตัวเองให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลมากขึ้น ถือเป็นโอกาสซ่อมสร้างและพัฒนาองค์กรอย่างแท้จริง อย่างไรก็ดีคุณหมอยอมรับว่า โควิด-19 จะยังอยู่กับเราไปอีก 2-3 ปี และโลกจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว ระบบขนส่งมวลชนต้องออกแบบใหม่ให้มีระยะห่าง คนไทยยังต้องสวมแมสก์ และใช้แอลกอฮอล์ไปอีกนาน อย่าการ์ดตกเด็ดขาด นี่ถือว่าเราได้แก้เคล็ด ไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม แต่เกิดวิกฤติโควิด-19 แทน วิกฤติครั้งนี้ทำให้ทุกคนรู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพและชีวิตของเราเอง

สำหรับ ซีอีโอหญิงเหล็กแห่งเดอะมอลล์ กรุ๊ป “ศุภลักษณ์ อัมพุช” ผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย อยากเห็น “ปี 2564 เป็นปีแห่งไทยช่วยไทย...ไทยสู้สู้” คนไทยต้องเข้าสู่โหมดไฟต์โตะกันแล้ว ต้องช่วยกันปลุกขวัญกำลังใจให้กันและกัน เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยามบ้านเมืองต้องเผชิญวิกฤตการณ์ ครั้งนี้หนักหนาสาหัสกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ คนไทยยิ่งต้องการความรักความสามัคคีกันที่สุด แอ๊วเชื่อว่าเรื่องการสร้างขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ภายในเวลา 2 เดือนที่เกิดโควิด-19 ธุรกิจของเราเสียหายเป็นหมื่นล้าน อันนี้ก็ต้องพยายามปรับกลยุทธ์กันไปให้ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกัน เราต้องไม่ทิ้งพนักงานของเรา, ไม่ทิ้งพาร์ตเนอร์การค้าของเรา, ไม่ทิ้งซัพพลายเออร์ และไม่ทิ้งลูกค้าของเรา แอ๊วส่งจดหมายถึงทุกคนเพื่อให้กำลังใจและพร้อมสนับสนุนทุกอย่างเพื่อช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ในยามวิกฤติเช่นนี้ แอ๊วอยากให้ทุกคนยึดหลัก 3 POWER เพื่อเป็นการปลุกขวัญกำลังใจ คือ The Power of Love การส่งพลังแห่งความรักและใส่ใจซึ่งกันและกัน, The Power of Faith การปลุกพลังแห่งความศรัทธาและความเชื่อมั่นในกันและกัน และ The Power of Togetherness การสร้างพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกันในชาติ แอ๊วขอยืนกรานว่าเราพร้อมดูแลพนักงานหมื่นกว่าคนเต็มที่ เราจะไม่เลย์ออฟพนักงานแม้แต่คนเดียว แต่ทุกคนต้องช่วยกันประหยัด และทุ่มเทการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแอ๊วก็หวังว่าในทุกองค์กรจะไม่ทิ้งพนักงานของตัวเอง เมื่อคนไม่ตกงานเศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ คนที่แข็งแรงกว่าต้องช่วยเหลือคน อ่อนแอกว่า ต้องมองสังคมและคนรอบตัวด้วย อย่ามองแต่ตัวเอง เราต้องกล้าลุกขึ้นมาพูดมา รณรงค์เพื่อสังคม กล้ามายืนข้างหน้าเป็นผู้นำในการหาพันธมิตรเพื่อทำสิ่งดีๆ ร่วมกันให้สังคมไทย แอ๊วไม่อยากเห็นคนไทยไม่รักกัน ไม่ห่วงใยกัน ประเภทใครจะชนะไม่สนใจ แต่ชนะบนซากปรักหักพังของประเทศชาติ อยากให้ทุกคนถอยคนละก้าวแล้วหันหน้ามาพูดกันดีๆ แอ๊วเชื่อว่าความรักความหวังดีเท่านั้นที่จะเยียวยาทุกสิ่ง คนไทยต้องห่วงใยซึ่งกัน และกัน ถึงเวลาที่คนไทยต้องตั้งสติได้แล้ว ต้องมีความรักและความปรารถนาดีต่อกันเป็นที่ตั้ง

“สุริยน ศรีอรทัยกุล” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจที่ยืนหยัดไม่ท้อแม้เผชิญวิกฤติใหญ่ นอกจากจะลุกขึ้นมาจัดงานทุกเดือนสวนกระแสโควิด-19 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้ทุกฟันเฟืองหมุนไปข้างหน้าได้ เจ้าพ่อบิวตี้เจมส์ยังตั้งเป้าว่าเมื่อทุกอย่างคลี่คลายลงจะกลับมาเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโดยเร่งพัฒนาบุคลากรทั้งด้านการออกแบบและแรงงานฝีมือ เพื่อมุ่งสู่ความฝันการสร้างแบรนด์ให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แผนอาจสะดุด ไปบ้างเพราะเจอพิษโควิด-19 แต่ “เดอะหนึ่ง” ยืนกรานว่าจะยังมุ่งมั่นสู้ไม่ถอย เพราะถือเป็นฟันเฟืองใหญ่ของเศรษฐกิจไทย... “ปี 2564 เราไม่มีเวลาให้ท้อถอย หยุดเมื่อไหร่ ก็คือตาย ต้องสู้และช่วยประคับ- ประคองกันไป พยายามให้อภัยตัวเองเยอะๆ มองโลกในแง่บวก อะไรที่ไม่ไหวก็ต้องจบ อย่าไปแบกไว้ให้หนัก”

ถ้าถามยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีกของเมืองไทย “บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น” ซึ่งมีพนักงานอยู่ทั่วประเทศกว่า 80,000 คน และยังมีธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก การเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ถือเป็นสงครามใหญ่ที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ กระนั้น ซีอีโอมือฉมัง “ญนน์ โภคทรัพย์” อยากให้ทุกคนค้นหาพลังบวกท่ามกลางวิกฤติอันเลวร้าย...“ผมเชื่อว่าทุกคนคงเห็นตรงกันว่าปีนี้เป็นปีที่พิเศษ และคงไม่มีใครเคยคาดคิดว่า ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ที่สร้างความท้าทาย และผลกระทบอย่างมหาศาล ทั้งในแง่การใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ แต่ในวิกฤติและความยากลำบากต่างๆ เราก็ยังได้เห็นสิ่งสวยงามซ่อนอยู่ นั่นคือน้ำใจไมตรีของคนในสังคมที่หยิบยื่นให้แก่กัน และความทุ่มเทแรงกายแรงใจของหน่วยงานภาครัฐ, เอกชน, บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมไปถึงคนไทยทุกคนที่ได้ร่วมมือกันอย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ได้ดีที่สุด สำหรับปี 2564 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน ไม่ได้มีเฉพาะความเสี่ยง แต่ยังมีโอกาสมากมายรอเราอยู่ ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความเสียสละ, ความมีวินัย และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทุกคน จะเป็นวัคซีนที่ทำให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัว และผ่านพ้นทุกวิกฤติไปได้อย่างแข็งแกร่ง ยิ่งกว่าที่เคย”

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนดีเสมอ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ที่ดีไปด้วยกัน.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิกฤติเศรษฐกิจเอไอเอสสมชัย เลิศสุทธิวงค์กิฟฟารีนนลินี ไพบูลย์เดอะมอลล์ กรุ๊ปศุภลักษณ์ อัมพุชสุริยน ศรีอรทัยกุล

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 27 มกราคม 2564 เวลา 04:18 น.