ไลฟ์สไตล์
100 year

เปิดคาถาอยู่ให้ได้ไปให้เป็น อนุพงษ์ อัศวโภคิน ในวันวิกฤติไม่จางหาย ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

Advertorial24 พ.ย. 2563 06:01 น.
SHARE

นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป คนจำนวนมากต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ขณะที่หลายคนยังคงพายเรือฝ่าพายุลูกใหญ่ ที่ไม่รู้จะกลับมาโหมกระหน่ำอีกเมื่อไหร่ ล่าสุด การค้นพบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ถือเป็นความหวังครั้งใหม่ที่ช่วยจุดประกาย และสร้างกำลังใจให้มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ได้กลับมามีรอยยิ้มกว้างอีกครั้ง ถึงแม้ยังไม่ใช่เวลาอันใกล้ที่ทุกอย่างจะฟื้นคืนดังเดิม และยังคงมีความท้าทายอีกมากรอคอยอยู่

คำถามคือ ถ้าจะเดินหน้าสู้ต่อควรสู้ด้วยวิธีไหนที่จะเจ็บตัวน้อยที่สุด ในวันที่วิกฤติยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน อยากให้ลองมารู้จักทฤษฎี “อยู่ให้ได้ ไปให้เป็น” จากมุมมองของ “อนุพงษ์ อัศวโภคิน” ซีอีโอ บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ผู้นำองค์กรก้าวผ่านมาแล้วสารพัดวิกฤติเศรษฐกิจ

วิกฤติวันนี้ต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างไร

ถ้าเทียบสถานการณ์โควิดกับวิกฤติปี 40 ข้อต่างคือ ตอนนี้ประเทศไทยเราแข็งแรงกว่าปี 40 โดยเฉพาะเรื่องของเงินทุนสำรองในประเทศ นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลสามารถออกนโยบายใส่เงินกลับเข้ามาในระบบเป็นหลายล้านบาท อีกทั้งสถาบันทางการเงินก็มีความแข็งแรง คนละเรื่องกับวิกฤติต้มยำกุ้งที่เสถียรภาพทางการเงินภายในประเทศแย่มาก กระนั้น สิ่งที่แย่ที่สุดของวิกฤติครั้งนี้คือ ถ้าเรามองย้อนกลับไป 4-5 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกไม่ใช่แค่เฉพาะบ้านเราเท่านั้น สังคมบริโภคนิยมพาเราทุกคนไปติดกับดักความฟุ้งเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมสินค้าแบรนด์เนม หรือวัฒนธรรมการกินจากต่างชาติ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมหาศาล และวันที่ไวรัสโควิด-19 เข้าโจมตี ทุกอย่างก็ถล่มลงมาและวิ่งกลับไปสู่ปัจจัยพื้นฐานเดิมทันที คนที่น่าห่วงที่สุดในวิกฤตินี้ไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่ แต่คือคนระดับกลางลงไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด วิกฤติครั้งนี้ทุกประเทศรอบตัวเราป่วยหมด ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ ฉะนั้น เราต้องช่วยกันเอง

สิ่งแรกที่ควรทำเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤติ

วิกฤติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมา หลายคนมึนๆงงๆ ไปไม่ถูก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน กับการล็อกดาวน์ พนักงานของเราเริ่มกังวลถึงความมั่นคงของบริษัทและตัวเค้าเอง สิ่งที่เราทำในทันทีคือ การสื่อสารกับพนักงานถึงแนวทางการรับมือกับภาวะวิกฤติครั้งนี้ โดยเลือกที่จะไลฟ์สดไปยังพนักงานทั้งหมดกว่า 2,000 คน ทั้งที่เวิร์กฟรอมโฮมทำงานอยู่ที่บ้าน หรือพนักงานที่ยังคงประจำอยู่ที่โครงการทุกแห่ง เพื่อพูดคุยกับพนักงานใน 3 ประเด็นหลักคือ 1) เรื่องจุดมุ่งหมายขององค์กร 2) คุณค่าหลักขององค์กร ซึ่งเป็นหลักยึดสำคัญที่จะทำให้เอพีผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ และสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต 3) เรื่องการดูแลพนักงานและสังคมในช่วงวิกฤติโควิด-19 แบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ต้องใช้ใจขนาดไหนถึงจะดูแลพนักงานแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งๆที่องค์กรกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่

เอพีจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่ผ่านมาไม่ว่าวิกฤติครั้งใด เอพีไม่เคยมีนโยบายเอาคนออก เพราะเราเชื่อเสมอว่าคนคือกำลังสำคัญของเรา และเชื่อว่าบริษัทเราจะรอด ถ้าพนักงานทุกคนมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน เพราะวันที่เจอวิกฤติ ถ้าเราไม่มีจุดมุ่งหมายขององค์กรให้ยึด เราจะเละ!! เพราะจะทำงานกันแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนลืมไปว่าองค์กรนี้ตั้งอยู่เพื่ออะไร ส่งผลให้คุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับนั้น ก็จะเละเทะไปด้วย

อะไรคือคุณค่าที่เอพีตั้งใจส่งมอบให้ลูกค้า

สิ่งสำคัญที่พนักงานกว่า 2,000 คน ต้องยึดเป็นเข็มทิศนำทางเพื่อพัฒนาและส่งมอบสินค้าหรือบริการที่ให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเกิดภาวะวิกฤติ หรือในยามปกติก็คือ “EMPOWER LIVING” ซึ่งผมเน้นย้ำมากให้ทุกคนยึดมั่นเป็นหลักขององค์กรมาตลอด ภายใต้วัฒนธรรมองค์กร 5 ข้อ ได้แก่ Put People First, Build Together, Progress with Purpose, Go Beyond และ Be Innovative โดยผสมผสานแนวคิด Outward Mindset และ Design Thinking เข้าไว้ด้วยกัน

จะรับมือยังไงกับความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ในภาวะวิกฤติ

เมื่อเกิดวิกฤติยิ่งกระตุ้นให้เราทะเลาะกัน นั่งโทษกันไปมา วันนี้วิกฤติโควิด-19 กำลังดิสรัปต์ทุกอย่างในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงาน, การซื้อ, การขาย และการอยู่อาศัย ทุกสิ่งเปลี่ยนใหม่หมด สิ่งสำคัญที่จะทำให้ผ่านวิกฤตินี้ไปได้ นอกเหนือจากการมีเป้าหมายองค์กรที่ชัดเจนแล้ว คนในองค์กรต้องมี Mindset เดียวกันด้วย พนักงานทุกคนรู้ไหมว่าองค์กรกำลังเดินไปในทิศทางไหน และส่งมอบอะไรให้กับลูกค้า ถ้าอยากให้องค์กรมีความยืดหยุ่นคล่องตัว และสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว คนในองค์กรต้องมี mindset เดียวกัน ไม่งั้นจะไม่สามารถหานิวนอร์มอลที่จะเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ

มีสัญญาณอะไรที่บอกว่าวันนี้เอพีมาถูกทางแล้ว

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรารู้สึกถึงวิกฤติก่อนที่วิกฤติจะมา ผลจากการกำหนดวิสัยทัศน์องค์กรที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างที่ยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทุกคนโดนโจมตีจากโควิด-19 แต่เอพียังคงแข็งแกร่งได้ โดยตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา เรามีอัตราการเติบโตที่สวนกระแส ไม่ว่าจะเป็นกำไรที่มากถึง 3,280 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่ากำไรทั้งปีของปี 2562 หรือรายได้รวมกว่า 35,180 ล้านบาท รวมถึงกระแสเงินสดที่มีมากพอจะดำเนินธุรกิจต่อท่ามกลางภาวะความผันผวน สิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้พนักงานเราเห็นถึงผลลัพธ์ของการดำเนินงานภายใต้การมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน และผมเชื่อว่าในปีต่อไปคนในองค์กรของเราก็พร้อมที่จะรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังจ่อเข้ามา

ผู้นำในภาวะวิกฤติควรมีคุณสมบัติอย่างไร

วิกฤติครั้งนี้ทำให้ดีมานด์ในธุรกิจเปลี่ยนไป พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ผู้นำต้องรู้จักการอยู่ให้ได้และไปให้เป็น ในเมื่อวิกฤติยังคงไม่จางหาย การค้นพบวัคซีนป้องกันเพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้น ยังมีกระบวนการอีกมากที่ทำให้ความหวังเป็นจริง การจะไปต่อได้นั้น สิ่งแรกที่ผู้นำควรทำคือการสำรวจตัวเอง ถามตัวเองว่าสิ่งที่เสนอให้กับลูกค้าวันนี้ยังตอบโจทย์อยู่ไหม อย่าหลอกตัวเองว่าเดี๋ยววิกฤติก็ผ่านไป ผมเชื่อว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ กติกาในสังคมจะเปลี่ยน ธุรกิจจะไปต่อได้ต้องวิ่งกลับไปที่ลูกค้า หาให้เจอว่าเค้ายังเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรานำเสนออยู่ไหม ถ้าไม่ใช่แล้วอะไรที่เค้าต้องการ หรือต้องขยายไปหากลุ่มลูกค้าใหม่ ถ้าไม่ใช่อย่าฝืนทำต่อ ให้ปรับและเปลี่ยน อย่าลืมว่าเวลาและเงินสดวิ่งไปเรื่อยๆ คนเป็นผู้นำต้องประเมินสถานการณ์รอบด้าน หาให้เจอแล้วตัดสินใจลงมือทำ วันนี้คนที่ไม่รอดคือ คนที่ไม่ make a call

สำหรับคนที่อยู่ในภาวะประคับประคองธุรกิจอยากให้ “คุณอนุพงษ์” ช่วยส่งพลังให้แรงใจ

ถึงวันนี้เอพีจะแข็งแรง แต่แข็งแรงไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำอะไร พนักงานทุกคนในองค์กรยังคงต้องช่วยกันทำให้องค์กรแข็งแรงไปต่อ Mindset ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการพาองค์กรฝ่าวิกฤติ ถ้าวันนี้โดยเฉพาะผู้นำองค์กรยังทำงานด้วยกรอบวิธีคิดเดิมๆ และคิดว่าเดี๋ยววิกฤติก็ผ่านไปเอง เป็นความคิดที่ผิดมาก!! ทุกอย่างมีจำกัด ทั้งเวลาและเงินสด จะทำเหมือนเดิมและแบกทุกอย่างเดินฝ่าพายุต่อไปไม่ได้ ผู้นำในภาวะวิกฤตินอกจากจะต้องประเมินสถานการณ์รอบด้านให้ออกแล้ว ยังต้องกล้าตัดสินใจ และสื่อสารถึงทิศทางที่องค์กรจะไปต่อ เพื่อให้พนักงานเข้าใจอย่างชัดเจน ต้องเอ็มเพาเวอร์ให้เค้าทราบว่าตนเองมีส่วนช่วยให้องค์กรรอดได้อย่างไร

“ไม่ว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่จะพยุงองค์กรให้เดินต่อไปได้คือกรอบความคิดของผู้นำและพนักงาน ในยามวิกฤติเราจะทำทุกอย่างเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ และไปให้เป็นในแบบของตัวเอง”.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อนุพงษ์ อัศวโภคินบมจ.เอพี ไทยแลนด์AP Thailandวิกฤติเศรษฐกิจโควิด-19ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวิกฤติต้มยำกุ้ง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 3 ธันวาคม 2563 เวลา 02:14 น.