พ่อแม่ห้ามละเลย! ทำความเข้าใจไวรัส RSV ในเด็ก โรคติดต่อทางเดินหายใจยอดฮิต เช็กอาการที่ต่างจากไข้หวัดทั่วไป และสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที

พ่อแม่ระวัง ไวรัส RSV ในเด็กเล็ก ระบาดหนักช่วงหน้าฝนและหนาว อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด แต่อาจลุกลามสู่ปอดอักเสบ เช็กสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนก่อนสายเกินไป

รู้จัก ไวรัส RSV ในเด็ก โรคติดต่อทางเดินหายใจที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

โรค RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่โรคนี้มักจะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ และมีโอกาสสัมผัสเชื้อได้ง่ายจากโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก   

โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้มักจะแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว ช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลง หรือในช่วงเปิดเทอม แม้ว่าอาการเริ่มต้นจะดูคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่ในเด็กบางรายอาจมีความรุนแรงจนลุกลามกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หรือเกิดภาวะหายใจลำบากซึ่งอาจรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้  

เชื้อ RSV ติดต่อได้อย่างไร? ทำไมเด็กเล็กถึงเสี่ยงสูง

แพทย์หญิงมณินทร วรรณรัตน์ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ จากโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ได้อธิบายว่า การติดเชื้อ RSV นั้นเกิดจากการที่ร่างกายสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ ซึ่งสารคัดหลั่งเหล่านี้สามารถแพร่กระจายผ่านการไอ การจาม หรือการสัมผัสโดยตรง เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก หรือปาก รวมถึงการที่เด็กไปสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวต่างๆ ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ แล้วนำมือมาจับหรือสัมผัสใบหน้าของตนเอง

...

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

สาเหตุที่ทำให้เด็กเล็กมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่ายเนื่องมาจากพฤติกรรมที่มักใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ของเล่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดตัว ประกอบกับเชื้อ RSV มีความทนทานและสามารถอยู่บนพื้นผิวสิ่งของได้นานหลายชั่วโมง จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วในโรงเรียน ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก หรือแม้กระทั่งภายในครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่พี่วัยเรียนนำเชื้อกลับมาติดน้องเล็กที่อยู่บ้าน ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อ RSV จะสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้เป็นเวลาประมาณ 3–8 วัน

อาการ RSV ในเด็ก สังเกตอย่างไรว่าต่างจากไข้หวัดทั่วไป

ในช่วงระยะแรกของการติดเชื้อ อาการของ RSV จะมีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดธรรมดาอย่างมาก ทำให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ยากในช่วงแรก  โดยอาการทั่วไปที่พบได้บ่อย มีดังนี้

  • มีไข้   
  • มีอาการไอ   
  • จาม   
  • คัดจมูก   
  • น้ำมูกไหล   
  • ไอมีเสมหะ หรือเสมหะเหนียว   
  • มีเสียงครืดคราดในลำคอ   
  • มีอาการไอมากจนอาเจียนในบางราย

โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสั่งน้ำมูกหรือขับเสมหะออกมาด้วยตัวเองได้ดี อาจทำให้เกิดการสะสมของเสมหะ ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกและอาการอาจทรุดรุนแรงขึ้นได้

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง RSV VS ไข้หวัดทั่วไป

จุดสังเกต
ไข้หวัดทั่วไป
การติดเชื้อ RSV
บริเวณที่ส่งผลกระทบ
มักกระทบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูกและคอ
อาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมและปอด
ลักษณะอาการเด่น
มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
มีเสมหะมาก ไอแรง หายใจมีเสียงหวีด หรือหอบเหนื่อย   
ภาวะแทรกซ้อน
มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
บางรายอาจเกิดหลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ   

8 สัญญาณเตือนอันตราย! ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่เริ่มมีเสมหะมาก หรือมีสัญญาณผิดปกติเหล่านี้ร่วมด้วย ไม่ควรชะล่าใจเพราะอาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ

...

  1. หายใจเร็ว หรือหายใจแรงกว่าปกติ   
  2. หอบเหนื่อย หรือหายใจลำบาก   
  3. หายใจมีเสียงหวีด   
  4. หน้าอกหรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ   
  5. ปากซีด เขียว หรือดูผิดปกติ   
  6. ซึมลง ไม่ค่อยตอบสนอง   
  7. ดื่มนมหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง   
  8. ไอมาก เสมหะมาก หรืออาการแย่ลงต่อเนื่อง  

กลุ่มเด็กเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่าเด็กทั่วไปจะสามารถติดเชื้อ RSV ได้ แต่จะมีเด็กบางกลุ่มที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าปกติ ซึ่งผู้ปกครองควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี   
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด   
  • เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด   
  • เด็กที่มีภาวะปอดเรื้อรัง   
  • เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรค RSV

ในการวินิจฉัยโรค แพทย์จะประเมินจากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และอาจตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก เช่น การป้ายสารคัดหลั่งจากจมูก หรือการตรวจแบบรวดเร็ว RSV rapid test ซึ่งในบางกรณีอาจตรวจควบคู่กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 หากเด็กมีอาการรุนแรง หรือสงสัยภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการวางแผนรักษา

สำหรับการรักษาโรค RSV ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะที่ทำให้เชื้อหายโดยตรง แพทย์จึงใช้วิธีการรักษาตามอาการและการดูแลระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ดังนี้

  • ให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ   
  • ดูแลให้ได้รับน้ำหรือสารน้ำอย่างเหมาะสม   
  • ใช้ยาลดไข้ตามวัยและคำแนะนำของแพทย์   
  • ดูแลอาการไอ เสมหะ และคัดจมูกตามความเหมาะสม   
  • สังเกตอาการหายใจอย่างใกล้ชิด

...

ในกรณีเด็กที่มีเสมหะเหนียว หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก แพทย์อาจพิจารณาการพ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือ การให้ออกซิเจน การเคาะปอด หรือการดูดเสมหะตามความเหมาะสม หากมีอาการรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล หรือดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตในบางกรณี เช่นเดียวกับแนวทางการดูแลของศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ที่ให้ความสำคัญกับการประเมินอาการหายใจ เสมหะ ระดับความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงของเด็กแต่ละราย เพื่อวางแนวทางดูแลที่เหมาะสมที่สุด

วิธีป้องกันไวรัส RSV เพื่อปกป้องลูกรัก

การป้องกันการติดเชื้อ RSV ที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นจากสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน โดยพ่อแม่และผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กๆ ได้ดังนี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • ให้เด็กล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์   
  • ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ที่เด็กสัมผัสเป็นประจำ   
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด   
  • ฝึกให้เด็กหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสตา จมูก หรือปาก   
  • แยกของใช้ส่วนตัวเมื่อมีคนในบ้านป่วย   
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กเล็กใกล้ชิดผู้ที่มีอาการหวัด   
  • หากเด็กป่วย ควรให้หยุดเรียนหรือหยุดไปสถานรับเลี้ยงเด็กจนกว่าอาการจะดีขึ้น เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ  

...

นอกจากนี้ สำหรับเด็กบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือโมโนโคลนอลแอนติบอดี เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อหรือลดความรุนแรงของ RSV ตามความเหมาะสมของช่วงอายุ ภาวะสุขภาพ และดุลยพินิจของแพทย์