• เมื่อพ่อแม่ไม่รักกันแล้ว ไม่อาจใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป คนสองคนอาจกลายเป็นคนแปลกหน้า เป็น ‘เอเลี่ยน’ (Alien) จากต่างดาวที่พูดคนละภาษา ...แต่สำหรับเด็กๆ พ่อแม่ก็คือพ่อแม่ ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันหรือไม่ก็ตาม

  • การที่พ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พยายามสร้าง ‘ความรู้สึกแปลกแยกกับอีกฝ่าย’ ให้เกิดขึ้นกับลูก พยายามดึงลูกให้มาเป็น ‘พวกเดียวกับเรา’ อาจช่วยลดทอนความเจ็บปวดจากการหย่าร้างได้ในระยะสั้น แต่อาจสร้างปมไว้ในใจลูกตลอดไป

  • ถึงแม้จะหมดรัก ไม่สามารถใช้ชีวิตในฐานะสามีภรรยาได้อีกต่อไป แต่หน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ไม่ได้สิ้นสุดลงด้วย การระมัดระวังคำพูดและการกระทำต่ออีกฝ่าย ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การรับมือกับความขัดแย้งอย่างมีวุฒิภาวะ และยังช่วยให้เด็กๆ ก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากได้ง่ายขึ้น


สำหรับลูก การได้รับความรักจากพ่อและแม่ คือสิ่งสำคัญที่เป็นรากฐานของความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ ทำให้เด็กๆ เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ไม่ว่าพ่อแม่จะอยู่ด้วยกันหรือมีปัญหาทำให้ต้องหย่าร้าง ความรักที่มีต่อลูกก็ไม่ควรแปรเปลี่ยน หรือถูกนำมาเป็นเงื่อนไขไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง บางครั้งพ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจใช้ลูกเป็น ‘เครื่องมือ’ เพื่อหยิบยื่น ‘ความเป็นอื่น’ ให้กับอีกฝ่าย จนส่งผลกระทบสร้างบาดแผลทางใจให้ลูกไปตลอดชีวิต ...โดยที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจ


‘พ่อแม่ต่างดาว’ เพราะเราไม่รักกัน

เมื่อพ่อแม่ไม่รักกันแล้ว ไม่อาจใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป คนสองคนอาจกลายเป็นคนแปลกหน้า เป็น ‘เอเลี่ยน’ (Alien) จากต่างดาวที่พูดคนละภาษา

...

แต่สำหรับเด็กๆ พ่อแม่ก็คือพ่อแม่ ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันหรือไม่ก็ตาม

การที่พ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พยายามสร้าง ‘ความรู้สึกแปลกแยกกับอีกฝ่าย’ ให้เกิดขึ้นกับลูก พยายามดึงลูกให้มาเป็น ‘พวกเดียวกับเรา’ อาจช่วยลดทอนความเจ็บปวดจากการหย่าร้างได้ในระยะสั้น แต่อาจสร้างปมไว้ในใจลูกตลอดไป -- การกระทำเช่นนี้เรียกว่า Parental Alienation (PA) หรือก็คือภาวะที่ผู้ปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามสร้างความแปลกแยก-ห่างเหินระหว่างเด็กกับผู้ปกครองอีกฝ่าย เช่น ภรรยาอาจรู้สึกแค้นที่สามีนอกใจ จึงทำทุกทางให้สามีผู้เป็นพ่อของลูก หายไปจากชีวิตลูก หรือทำให้ลูกรู้สึกห่างเหิน รังเกียจ และไม่อยากพบเจอพ่อของตน เปรียบเสมือนเป็นมนุษย์ต่างดาวที่อยู่คนละโลก เพื่อสนองความโกรธและความคับแค้นใจของตัวเอง

คำว่า Parental Alienation ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1985 โดย ดร.ริชาร์ด การ์ดเนอร์ จิตแพทย์ชาวอเมริกัน โดยเขาอธิบายว่า ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่คู่สามีภรรยาเกิดความขัดแย้งสูงสุด จนนำไปสู่การหย่าร้าง พ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้วิธีการพูดให้ร้ายอีกฝ่าย สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในใจลูก

อย่างไรก็ตาม คำว่า Parental Alienation เป็นเพียงคำที่ ดร.การ์ดเนอร์ บัญญัติขึ้นโดยไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับ และไม่ถูกระบุไว้ในคู่มือ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders โดยสมาคมจิตเวชศาสตร์ สหรัฐอเมริกา โดยตรง แต่ในคู่มือดังกล่าวใช้คำว่า “ผลกระทบต่อเด็กจากพ่อแม่ที่มีปัญหาความสัมพันธ์” (Child affected by parental relationship distress) เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้ Parental Alienation จะไม่ใช่คำที่ถูกใช้อย่างเป็น ‘ทางการ’ แต่ก็ไม่ใช่ว่าผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กๆ จะไม่เกิดขึ้น เมื่อพ่อแม่ใส่ร้ายกันผ่านลูก


พ่อแม่เลิกกัน แต่ลูกมีความสัมพันธ์ที่แตกร้าว

เมื่อพ่อแม่มีปัญหาความสัมพันธ์ ลูกย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องมีปัญหากับพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปด้วย เด็กๆ อาจมีปัญหาที่ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ชีวิตที่ต้องแยกจากพ่อหรือแม่ ไม่ได้อยู่ร่วมกันอีกต่อไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกควรต้องคงอยู่เหมือนเดิม

บ่อยครั้ง ด้วยอารมณ์เชิงลบอาจทำให้พ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดสติ เอ่ยวาจาให้ร้ายอีกฝ่ายให้ลูกฟัง เช่น แม่อาจบอกลูกด้วยความโกรธว่า “พ่อไม่รักพวกเราแล้ว เขาไม่อยากมาเจอเราหรอก” หรือพ่ออาจบอกลูกด้วยความน้อยใจว่า “แม่เขามีครอบครัวใหม่แล้ว เขาก็ต้องไปดูแลลูกใหม่สิ” -- ประโยคเหล่านี้ที่ผู้ใหญ่พูดออกมาผ่านๆ เพียงเพื่อระบายอารมณ์ของตัวเอง อาจกลายเป็นเรื่องฝังใจ ทำให้ลูกรู้สึกต่อต้าน ผิดหวัง และเข้าใจผิดคิดว่าพ่อหรือแม่ที่ถูกกล่าวร้ายไม่รักเขาอีกต่อไป

การว่าร้ายอีกฝ่ายให้ลูกฟัง อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ได้หลายระดับ ทั้งในระดับเล็กน้อย เช่น ลูกรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าทั้งพ่อและแม่พร้อมกัน แต่สามารถใช้เวลากับพ่อหรือแม่ได้อย่างสบายใจ หากพ่อแม่ไม่อยู่พร้อมหน้า; ในระดับปานกลาง เช่น ลูกพยายามหลบหน้าพ่อหรือแม่ฝ่ายที่ถูกกระทำให้เป็นเอเลี่ยน ไม่อยากติดต่อ และหากต้องใช้เวลาร่วมกัน ลูกก็จะต่อต้าน ไม่เปิดใจ; และในระดับระดับรุนแรง เช่น ลูกไม่เพียงหลบหน้า แต่ยังต่อต้าน หลบซ่อน วิ่งหนี และไม่ยอมพูดคุยกับพ่อหรือแม่ที่ถูกทำให้เป็นเอเลี่ยน

โดยทั่วไปแล้วความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ลูก’ กับ ‘พ่อหรือแม่ที่ถูกทำให้เป็นเอเลี่ยน’ มักได้รับผลกระทบ ไม่ว่าการกล่าวร้ายนั้นจะจริงหรือไม่ก็ตาม ยิ่งหากว่าลูกได้ยินซ้ำๆ ว่าพ่อไม่รักเราแล้ว หรือแม่รักลูกใหม่มากกว่า แม้ว่าพ่อแม่อาจมีเหตุผลของการกระทำนั้น เด็กก็มักไม่ต้องการรับฟัง

...


บาดแผลในใจ เมื่อพ่อหรือแม่กลายเป็นเอเลี่ยน

การศึกษาในปี 2016 เรื่อง The Linkage Between Parental Alienation Behaviors and Child Alienation ที่ติดตามพฤติกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัย 109 ราย พบว่าเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีพฤติกรรม Parental Alienation มักมีพฤติกรรมเหมือนพ่อหรือแม่ฝ่ายที่กล่าวร้าย (Alienator หรือบางครั้งใช้คำว่า Programing Parent) รวมทั้งยังมีพฤติกรรมเชิงลบอื่นๆ ได้แก่

  • มีระดับความโกรธเพิ่มขึ้น
  • มีความรู้สึกรุนแรงว่าถูกทอดทิ้ง หรือรู้สึกว่าความต้องการพื้นฐานในชีวิตถูกละเลยเมื่อตกอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งของพ่อแม่
  • เลียนแบบพฤติกรรมทำลายผู้อื่นจากพ่อหรือแม่
  • รับรู้ความจริงแบบผิดเพี้ยนและมีแนวโน้มพูดโกหกเกี่ยวกับคนอื่น
  • ชอบแข่งขันกับผู้อื่นด้วยความรู้สึกแบบ ‘พวกเรา-พวกเขา’
  • มองทุกอย่างสุดโต่ง มีแค่ ‘ขาว’ กับ ‘ดำ’
  • ขาดความเห็นอกเห็นใจ


หากหมดรักกันแล้ว ก็อย่าผลักไส

แม้ว่า Parental Alienation ยังไม่ถูกระบุว่าเป็น ‘อาการ’ ในทางการแพทย์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมในลักษณะนี้มีอยู่จริง เมื่อพ่อแม่มีความขัดแย้ง รู้สึกโกรธ คับแค้นใจฝ่ายตรงข้าม ไม่สามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ ก็อาจเผลอใช้ลูกเป็นเครื่องมือ

ยกตัวอย่าง กรณีที่พ่อรักลูกมาก แต่ความขัดแย้งทำให้ต้องแยกทางกับแม่ของลูก แม่โกรธที่พ่อไม่ง้อขอคืนดี จึงใช้ความรักที่พ่อมีต่อลูกในการแก้แค้น ด้วยการพูดให้ลูกรู้สึกต่อต้าน แปลกแยกห่างเหินกับพ่อของตัวเอง ผู้เป็นแม่อาจได้ความสะใจ รู้สึกว่าอีกฝ่ายสมควรถูกลงโทษ แต่สำหรับจิตใจของเด็กๆ แล้ว กลับถูกทำลายด้วยคำพูดจากอารมณ์ไม่กี่คำของผู้เป็นแม่

...

หรือในบางกรณี พ่อแม่ที่ไม่ได้แยกทางกัน แต่ทะเลาะกันเช้าเย็น พูดว่าร้ายอีกฝ่ายให้ลูกได้ยินเสมอๆ ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกได้เช่นกัน

หากเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ พ่อแม่อาจต้องตระหนักว่า ปัญหาในชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ควรดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้อง แน่นอนว่าเด็กๆ อาจได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย แต่การดึงเด็กเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง และการกล่าวร้ายอีกฝ่ายให้ลูกฟัง ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะผิดจริงหรือไม่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เพราะจะทำให้เด็กๆ รู้สึกลำบากใจ กังวลใจ รวมทั้งต่อต้านพ่อหรือแม่ที่ถูกพูดถึงในเชิงลบด้วย

ถึงแม้จะหมดรัก ไม่สามารถใช้ชีวิตในฐานะสามีภรรยาได้อีกต่อไป แต่หน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ไม่ได้สิ้นสุดลงด้วย การระมัดระวังคำพูดและการกระทำต่ออีกฝ่าย ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การรับมือกับความขัดแย้งอย่างมีวุฒิภาวะ และยังช่วยให้เด็กๆ ก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น หากหมดรักกันแล้ว ก็อย่าผลักไส ...เพราะสุดท้ายแล้ว แม้ความรักจะจบลง แต่ความเป็นพ่อแม่ยังคงอยู่


อ้างอิง: WebMD, Healthline, Taylor & Francis Online