ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือปัญหาสุขภาพตาของผู้สูงอายุ ภาวะนี้ไม่เพียงลดทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แต่ยังส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงานที่เป็นผู้ดูแล
การนำเทคโนโลยี HealthTech หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตรวจและรักษาโรคจอตา จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และชะลอความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
เมื่อ "สายตา" กลายเป็นปัญหาเบอร์ 1 ของวัยเก๋า
ข้อมูลการคัดกรองจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า "ปัญหาสายตาและการมองเห็น" เป็นความเสื่อมถอยอันดับ 1 ในผู้สูงอายุไทย สูงถึงร้อยละ 27 นำหน้าปัญหาสุขภาพช่องปากที่พบร้อยละ 25 และความเสี่ยงต่อการหกล้มที่ร้อยละ 17
สถิติดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยข้อมูลจากกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และ TDRI ระบุว่า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2576 ซึ่งจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด
ผลกระทบโรคจอตาเรื้อรัง ต้นทุนแฝง 6.8 หมื่นล้านที่คนทำงานต้องแบกรับ
ผลกระทบของโรคจอตาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล ข้อมูลจากสถาบันวิจัย WifOR ชี้ว่า โรคจุดภาพชัดที่จอตาบวมน้ำจากเบาหวาน (DME) และโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมแบบเปียก (nAMD) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ไทยรวมกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ระหว่างปี 2560-2570
กลุ่มที่ต้องรับภาระหลักคือคนวัยทำงาน เนื่องจากร้อยละ 44 ของผลกระทบทางสังคม เกิดจากการที่สมาชิกในครอบครัวต้องลดชั่วโมงทำงานหรือลางานเพื่อมาดูแลผู้ป่วยโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
พลิกโฉมรักษาโรคจอตาด้วย AI ตรวจเร็ว รักษาไว ใช้ชีวิตได้ปกติ
การสูญเสียการมองเห็นถาวรสามารถป้องกันได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ โดย นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาภูมิคุ้มกันและการอักเสบ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า ปัจจุบันไทยมี AI คัดกรองภาพจอตาควบคู่กับเครื่องสแกน OCT ความละเอียดสูง ทำให้ตรวจพบโรคได้ทันท่วงที
กระบวนการรักษายังพัฒนาก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมแบบปล่อยตัวยาต่อเนื่อง ช่วยลดจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยต้องเดินทางมาโรงพยาบาล จึงช่วยคลายภาระให้ทั้งคนไข้และญาติผู้ดูแลในระยะยาว
ผลลัพธ์นี้เห็นได้ชัดจาก คุณกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ ผู้ป่วยโรค nAMD ที่ได้รับการคัดกรองและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้ยังสามารถขับเคลื่อนงานบริหาร ทำประโยชน์ให้สังคม และใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้อย่างราบรื่น
เปลี่ยน "ค่ารักษา" เป็น "การลงทุน"
การดูแลสุขภาพตาไม่ใช่เพียงภาระค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ดร.แมทธิว โคทส์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ชี้ว่าข้อมูลสากลระบุชัดเจน การลงทุนในสุขภาพตาทุก 35.7 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) จะส่งผลตอบแทนกลับคืนมาถึง 1,000 บาท (28 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือประมาณ 28 เท่า
จากแนวคิดที่มุ่งเปลี่ยนระบบสาธารณสุขให้เป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ทางบริษัทจึงเตรียมประสานความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งขยายระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับคัดกรองโรคตาไปยังต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง
4 แนวทางรับมือวิกฤตโรคตาผู้สูงวัย หนุน AI คัดกรองลดภาระสังคม
การเตรียมพร้อมรับมือปัญหาสายตาในสังคมสูงวัยจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้
- กระจายเทคโนโลยีสู่ชุมชน ผลักดันระบบ AI ตรวจคัดกรองภาพจอตาให้ครอบคลุม ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิในพื้นที่ไปจนถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่
- เปิดทางสู่นวัตกรรมการรักษา สนับสนุนเทคโนโลยีปล่อยตัวยาต่อเนื่องเพื่อลดความถี่ในการไปโรงพยาบาล ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและคืนเวลาให้คนทำงานกลับไปสร้างรายได้
- เปลี่ยนค่ารักษาเป็นการลงทุน ปรับแนวคิดงบประมาณสาธารณสุขด้านสายตาให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมกลับคืนมาราว 28 เท่า
- รณรงค์ตรวจเช็กสม่ำเสมอ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพตาประจำปี
ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องความเสื่อมของร่างกายตามกาลเวลา แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจระดับประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้
การตื่นตัวตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ ร่วมกับการนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมการแพทย์มาปรับใช้ จึงเป็นทางออกที่ช่วยรักษาการมองเห็นให้ผู้สูงวัย พร้อมทั้งคืนเวลาและศักยภาพของคนวัยทำงาน ให้สามารถออกไปสร้างผลผลิตและพัฒนาสังคมต่อไปได้อย่างเต็มที่


