ผู้สูงอายุ เป็นช่วงวัยที่ร่างกายค่อยๆ เสื่อมถอยทรุดโทรมไปตามวัย นอกจากนี้ ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ภาวะนี้มีอาการอย่างไร สามารถป้องกันได้หรือไม่

ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุคืออะไร

ผศ.พญ.ฐิติมา ว่องวิริยะวงศ์ และ รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ อายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุ รพ.ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ ในปัจจุบันสามารถพบได้มากราว 20% ของกลุ่มผู้สูงอายุ เกิดจากภาวะที่มีการเสื่อมถอยของอวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมไปถึงสมรรถภาพของบุคคลนั้นๆ ทำให้ปรับตัวและทนต่อความเจ็บป่วยได้ไม่ดีนัก และมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงกว่าผู้สูงอายุทั่วไป รวมถึงฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยช้าลง แต่ถ้าได้รับการตรวจพบแต่เนิ่นๆ และได้รับการดูแลที่เหมาะสม ก็จะสามารถทำให้อาการดีขึ้นเป็นปกติ หรือลดความรุนแรงลงไปได้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

อาการภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ

วิธีสังเกตผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง สามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ หากพบว่ามีอาการตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป แสดงว่าเข้าข่ายภาวะดังกล่าว

  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ทราบสาเหตุมากกว่า 4.5 กิโลกรัม หรือมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวในระยะเวลา 1 ปี
  • รู้สึกเหนื่อย หมดแรง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • เดินช้าลง
  • ออกแรงในชีวิตประจำวันลดลง

ขณะเดียวกัน ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น

  • ด้านจิตใจ บกพร่องทางความคิด ภาวะซึมเศร้า รู้สึกสิ้นหวัง หมดแรง
  • ด้านร่างกาย เพิ่มการพลัดตกหกล้มจากการที่ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการเดินและการทรงตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง การทำงานของระบบต่างๆ ลดลง
  • ด้านเศรษฐกิจ สูญเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเพิ่มความรุนแรงของการเกิดโรคต่างๆ ทำให้เกิดภาวะสับสนเฉียบพลันจากการเจ็บป่วย ต้องการคนดูแล การดูแลระยะยาว การเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ความพิการ และเพิ่มอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น

วิธีป้องกันภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ

แม้ว่าการเสื่อมถอยของร่างกายจะเป็นเรื่องปกติของผู้สูงวัย แต่เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

โดยผู้สูงอายุควรออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น ลดการเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มที่เป็นสาเหตุของกระดูกหัก และยังช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอื่นๆ อีกด้วย

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

2. รับประทานอาหารครบ 5 หมู่

รวมทั้งควรมีปริมาณของโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือประมาณวันละ 1.2-1.5 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ควรรับประทานโปรตีนให้หลากหลาย ทั้งโปรตีนจากสัตว์และโปรตีนจากพืช เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

3. เลี่ยงการใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม

ภาวะการหกล้มสามารถพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุกระดูกหักจนไม่สามารถกลับมาเดินได้ และจำเป็นต้องใช้รถเข็นไปตลอดชีวิต ผู้สูงอายุจึงควรหลีกเลี่ยงการกินยาที่ไม่จำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม เช่น ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิต หรือหากมีความจำ ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเกินไป และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

4. งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

พฤติกรรมทั้งสองอย่างนี้จะส่งผลในระยะยาว และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดมีปัญหา เป็นโรคถุงลมโป่งพอง เส้นเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ผู้สูงอายุจึงควรงดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

5. กินอาหารเสริม

โดยเพิ่มระหว่างมื้ออาหาร อาหารเสริมโปรตีนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ นอกจากนี้อาจรวมถึงยาที่ใช้ในการเพิ่มความอยากอาหาร การประเมินภาวะโภชนาการ โดยใช้แบบประเมิน Mini Nutritional Exam สามารถใช้สำหรับการประเมินภาวะโภชนาการเพิ่มเติมได้ รวมถึงการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

6. ดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก

แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน จำกัดปริมาณน้ำตาล เช่น โซดาและขนม รวมถึงตรวจฟันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

7. ประเมินสิ่งแวดล้อมของบ้าน หรือที่อยู่อาศัยในพื้นที่

รวมถึงความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการพลัดตกหกล้ม สร้างราวจับในห้องอาบน้ำ ฝักบัวอาบน้ำที่มีที่นั่งปรับความสูงเคาน์เตอร์ ตู้ประตูกว้างสีตัดกันของเคาน์เตอร์ พื้น ผนัง และพื้นผิวไม่ลื่น ลาดเอียง แสงที่เหมาะสม และระบบกดเรียกฉุกเฉิน

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ที่สำคัญคือผู้ดูแลหรือคนในครอบครัวควรมีความรู้เรื่องภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนของร่างกายและจิตใจของผู้สูงวัย เพื่อให้สามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างถูกวิธี และปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอ้างอิง : โรงพยาบาลกรุงเทพ