ปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องอันตรายไม่แพ้โรคร้ายแรงต่างๆ เพราะมีหลายกรณีที่ผู้สูงอายุหกล้มจนกระดูกร้าว แตก หรือหัก ไม่สามารถเดินหรือใช้ชีวิตปกติได้ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงเกิดขึ้นมาแล้วมากมายหลายกรณี เพราะผู้สูงอายุมักมีภาวะกระดูกพรุนหรือร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้เหมือนคนวัยหนุ่มสาว ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุเอง จึงควรหันมาให้ความสำคัญ กับปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุ ด้วยการหาทางป้องกันการหกล้ม หรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดการหกล้มขึ้นได้
6 วิธีป้องกันผู้สูงอายุหกล้ม
การป้องกันปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุ สามารถทำได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดการหกล้ม และการหาอุปกรณ์มาเป็นตัวช่วยไม่ให้ผู้สูงอายุต้องหกล้มจนบาดเจ็บ ดังต่อไปนี้
1. ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ลดความเสี่ยงการหกล้ม
พื้นที่ภายในบ้าน ถือว่าเป็นจุดเสี่ยงอันตราย ที่ผู้สูงอายุจะเกิดการหกล้มได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเป็นหลัก สิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาผู้สูงอายุหกล้มนั้น สภาพของบ้านจะต้องเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของผู้อายุ อาทิ มีแสงสว่างในพื้นที่หรือจุดอับแสง พื้นบ้านจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหรือเป็นพื้นที่ต่างระดับ มีราวจับช่วยพยุงหรือกันล้มในจุดสำคัญของบ้าน อย่างบริเวณบันได ห้องน้ำ เป็นต้น รวมถึงการจัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีของเกะกะทางเดิน หรือวางของกีดขวาง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้สูงวัยเดินสะดุดหรือหกล้มได้
...
2. ใช้อุปกรณ์ช่วยในการเดิน
กรณีที่ผู้สูงอายุ เดินไม่สะดวก หรือร่างกายไม่แข็งแรงมากนัก อาจจะต้องมีอุปกรณ์ในการช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า วอล์กเกอร์ รถเข็นช่วยเดิน หรือการนั่งรถเข็น เพื่อหลีกเลี่ยงและลดความเสี่ยงปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุ
3. สวมรองเท้าที่เหมาะสม-ป้องกันการลื่น
นอกจากอุปกรณ์ในการช่วยเดินแล้ว ผู้สูงอายุควรสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสมกับตนเอง เป็นรองเท้าที่กระชับรับกับเท้า ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป ที่สำคัญรองเท้าควรผลิตจากวัสดุที่ป้องกันการลื่น หรือสามารถยึดเกาะพื้นผิวได้ดี เพื่อลดปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุ
4. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง
การดูแลร่างกายให้แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การกินอาหารที่มีประโยชน์ เป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยงที่ผู้สูงอายุจะหกล้มได้ในหลายกรณี เพราะหากร่างกายของผู้สูงอายุแข็งแรง ก็จะสามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง การทำให้ร่างกายแข็งแรง ลดการเกิดโรคหรือการเจ็บป่วยบางอย่าง ที่ส่งผลต่อการทรงตัว หรือบางกรณีต้องกินยาบางชนิด ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอาการง่วง ซึม หรือเวียนศีรษะได้เช่นกัน หากผู้สูงอายุกินยาไปแล้วเกิดอาการดังกล่าว แล้วลุกขึ้นหรือเดิน อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการหกล้มได้เช่นกัน
5. หาคนช่วยดูแลผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุบางคน อาจจะยังเดินได้ด้วยตัวเองบ้าง แต่อาจไม่คล่องแคล่ว ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองลำพัง หรือใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้ด้วยตนเอง อาจจำเป็นต้องมีคนช่วยดูแล คอยพยุงลุกจากเตียง ประคองเดินไปพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นตัวช่วยในการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุหกล้ม ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุอีกวิธีหนึ่ง
6. ระมัดระวังในการเคลื่อนไหวร่างกาย
ผู้สูงอายุ สภาพร่างกายไม่ได้ปกติแข็งแรงเหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว การเคลื่อนไหวร่างกายจึงต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปัญหาหกล้มได้ ไม่ว่าจะเป็นการลุกจากเตียงนอนหรือลุกขึ้นยืนด้วยความรวดเร็ว เพราะอาจจะเกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือการทรงตัวไม่ดี จนนำไปสู่การหกล้มบาดเจ็บได้ หรือการเดินต้องเดินด้วยความระมัดระวัง ก้าวเดินช้าๆ เพราะสายตาผู้สูงอายุบางคนอาจมีอาการพร่ามัว และการเคลื่อนไหวร่างกายได้ช้า จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง และก้าวช้าๆ ด้วยความมั่นคง รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางอื่นๆ ด้วย ผู้สูงอายุต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุที่อาจจะตามมาได้
...
ปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องอันตรายและต้องลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เพราะผลกระทบที่ตามมาบางครั้งรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หรืออาจจะทำให้ผู้สูงอายุกลายเป็นผู้ติดเตียง อัมพฤกษ์ หรืออัมพาตได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงตัวผู้สูงอายุ จึงควรใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างในการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา
ข้อมูลอ้างอิง : กรมกิจการผู้สูงอาย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล