ยากับผู้สูงอายุ คือ 1 ใน ปัจจัย 4 สำคัญที่มักอยู่คู่กันเสมอ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีความเสื่อมของร่างกาย ที่จำเป็นต้องใช้ยาในการบรรเทา หรือรักษาอาการเหล่านั้น แม้ว่า “ยา” จะมีประโยชน์แต่หากนำไปใช้ไม่ถูกวิธี ใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม หรือใช้ไม่ถูกกับโรคที่เป็นอยู่ ก็อาจเกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้เช่นกัน
การใช้ยากับผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คงเป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะต้องยอมรับว่า ยากับผู้สูงอายุ คือของคู่กัน ผู้สูงอายุมักจะต้องกินยาหลายชนิด หลายประเภท และมักจะต้องกินอย่างต่อเนื่อง โดยการกินยาที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ จึงต้องคำนึงถึง 7 เรื่องสำคัญ ดังต่อไปนี้
1. ยากับผู้สูงอายุ ควรกินยาให้ตรงเวลา
เรื่องยากับผู้สูงอายุ สิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญในการใช้ยาให้ปลอดภัย คือ การกินยาให้ตรงเวลา ดังนี้
- ยาก่อนอาหาร ควรกินก่อนอาหารประมาณ 15-30 นาที แต่หากผู้สูงอายุลืมกินยา ก็อาจจะกินหลังกินอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง หรือข้ามไปกินก่อนมื้ออาหารในมื้อถัดไปแทน
- ยาหลังอาหาร ควรกินหลังอาหารประมาณ 15 นาที หรือยาบางชนิดให้กินทันทีหลังกินอาหาร เช่น กลุ่มยาโรคเรื้อรัง ยาโรคประจำตัว
- ยาพร้อมอาหาร ควรกินยาพร้อมอาหารคำแรก หรือกินอาหารไปแล้วครึ่งหนึ่ง
- ยาก่อนนอน ควรกินก่อนนอน 15-30 นาที
กรณีลืมกินยา ถ้าเป็นยาสำคัญที่มีความจำเป็นในการควบคุมโรค เช่น โรคเรื้อรัง โรคประจำตัว ให้กินยาทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ แต่ถ้าใกล้ถึงรอบกินของมื้อถัดไป ควรงดกินยามื้อที่ลืม และให้กินมื้อถัดไปในขนาดปกติ ไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา
2. ยากับผู้สูงอายุ ควรใช้ยาให้ถูกวิธี
...
การใช้ยาให้ถูกวิธี ผู้สูงอายุจะต้องอ่านฉลากก่อนใช้ยาทุกครั้ง ว่าเป็นยากิน ยาทาภายนอก ยาพ่นคอหรือจมูก หรือยาเหน็บช่องคลอด เป็นต้น ซึ่งปริมาณยาที่ใช้ต้องเป็นไปตามขนาดที่กำหนดไว้ ไม่ควรเพิ่มหรือลดปริมาณยาเอง เพราะอาจจะส่งผลข้างเคียง หรือมีประสิทธิภาพยาลดลง ทำให้การรักษาไม่ได้ผล การปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่ง
การใช้ยากับผู้สูงอายุให้ถูกวิธี ควรใช้กล่องใส่ยา เพื่อแยกตามมื้อหรือวันที่ต้องกิน พร้อมตั้งนาฬิกาปลุก หรือให้ญาติโทรเตือนในการกินยา เพื่อลดปัญหาการลืมกินยาด้วย
3. ยากับผู้สูงอายุ ควรเก็บรักษายาให้ถูกต้อง
ยากับผู้สูงอายุ ควรเก็บรักษายาให้ถูกต้อง เพื่อรักษาประสิทธิภาพของยา ซึ่งยาโดยทั่วไปควรเก็บในอุณหภูมิห้องไม่เกิน 25-30 องศาเซลเซียส ยาบางชนิดต้องเก็บในซองสีน้ำตาล ขวดสีน้ำตาล หรือไม่ให้โดนแสงแดด เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพยาลดลง
กรณีมีการเก็บยาในกล่อง ซึ่งแบ่งบรรจุสำหรับแต่ละมื้อ แต่ละวัน หรือสัปดาห์ หากเป็นยาบรรจุอยู่ในแผงให้ตัดแผงยาตามเม็ด และเอายาออกจากแผงเมื่อต้องกินเท่านั้น ยาบางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น ให้เก็บในช่องปกติ ไม่เก็บในช่องบริเวณประตู หรือช่องแช่แข็ง เช่น ยาอินซูลิน ยาหยอดตาคลอแรมเฟนิคอล
...
4. ยากับผู้สูงอายุ ควรสังเกตยาก่อนใช้
ก่อนผู้สูงอายุจะใช้ยา เพื่อบรรเทาอาการหรือรักษาโรค จะต้องสังเกตยาก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะวันหมดอายุบนฉลากหรือกล่อง
นอกจากนี้ ต้องสังเกตลักษณะของยาว่า มีสีเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ มีสภาพหัก ชื้นแฉะหรือเปล่า หากเป็นยาน้ำ ซึ่งไม่ใช่ยารูปแบบยาน้ำแบบตะกอน ต้องดูว่ายาตกตะกอนหรือแบ่งชั้นถาวรหรือไม่ ซึ่งลักษณะต่างๆ ดังกล่าวจะบ่งบอกถึงคุณภาพของยา
5. ยากับผู้สูงอายุ ควรสังเกตอาการผิดปกติหลังใช้ยา
ยากับผู้สูงอายุ หลังใช้ยาแล้ว ผู้สูงอายุควรสังเกตอาการของตนเองทุกครั้ง ว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น หน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าทาง หลังการกินยาลดความดันโลหิตไปแล้ว 30-60 นาที หรืออุจจาระสีคล้ำค่อนข้างไปทางดำ หลังกินยาแก้ปวดข้อหรือปวดเข่าหรือไม่ เพราะลักษณะของอุจจาระดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร ควรหยุดกินแล้วไปพบแพทย์ทันที
6. ยากับผู้สูงอายุ ควรจดจำชื่อยาและแจ้งแพทย์เมื่อไปตรวจรักษา
เพื่อลดปัญหาการจ่ายซ้ำซ้อนของแพทย์ และเป็นการได้รับยาในปริมาณที่เหมาะสมของผู้สูงอายุ เมื่อต้องไปพบแพทย์ตามนัดหมาย จะต้องจดจำชื้อยาหรือถ่ายรูปยาที่ใช้เป็นประจำ ไปแสดงต่อแพทย์ด้วยทุกครั้ง
7. ยากับผู้สูงอายุ ควรระมัดระวังการกินวิตามินและสมุนไพร
นอกจากยากับผู้สูงอายุแล้ว ผู้สูงอายุบางคน ที่ต้องการกินวิตามิน อาหารเสริม หรือสมุนไพร เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ประจำตัวก่อนว่าสามารถกินได้หรือไม่ มีผลข้างเคียง หรือตีกันกับยาที่กินเป็นประจำหรือเปล่า เพราะบางโรคไม่แนะนำให้กินสมุนไพร เช่น ผู้ป่วยโรคไต หรือยาบางชนิดไม่แนะนำให้กินสมุนไพร หรืออาหารเสริม เพราะอาจจะส่งผลต่อประสิทธิภาพยาแผนปัจจุบันที่ผู้สูงอายุกินอยู่ก็ได้
...
นอกจาก 7 เรื่องที่ผู้สูงอายุต้องพิจารณาก่อนการใช้ยาแล้ว เพื่อความปลอดภัยผู้สูงอายุยังอาจจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการใช้กลุ่มยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาแก้แพ้ และยาแก้ปวด เพราะอาจจะส่งผลข้างเคียงต่างๆ ได้ เช่น เวียนศีรษะ ง่วงซึม เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม
นอกจากนี้ยังมียากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ที่อาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดความดันโลหิตสูง หรือไตวายได้ จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีประวัติว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคไต ส่วนผู้สูงอายุที่ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหายาตีกัน ยาบางชนิดทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น เช่น ทำให้หลับลึกจนเกิดอันตราย เมื่อกินยาแก้ปวดชนิดที่ทำให้มีอาการง่วงซึม ร่วมกับยานอนหลับ
...
เมื่อยากับผู้สูงอายุ เป็นของคู่กัน การปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด รวมกับข้อปฏิบัติที่แนะนำมาทั้งหมด เชื่อว่าจะทำให้ผู้สูงอายุปลอดภัยจากการใช้ยาแน่นอน
ข้อมูลอ้างอิง : วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี, สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ