ใครหลายคนคงจะเคยได้ยินว่า “โรคพาร์กินสัน” นั้นเป็นโรคเสื่อมของระบบประสาท ซึ่งตามสถิติแล้วมักพบในผู้สูงวัย ที่มีอายุเฉลี่ย 60-65 ปี โดยในคนไทยมีโอกาสเป็นพาร์กินสัน 1-1.5 แสนคน และในปัจจุบันพบว่ามีแนวโน้มผู้ป่วยด้วยโรคนี้สูงขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า เมื่อพบว่ามีผู้ป่วยร้อยละ 8 ที่เป็นโรคพาร์กินสันก่อนอายุ 40 ปีอีกด้วย 

สมองเสื่อม…เป็นเหตุสังเกตได้

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน เกิดจากความเสื่อมของสมองอย่างช้าๆ ทำให้สารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine) ในสมองลดลง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหวช้า, อาการสั่นหรืออาการแข็งเกร็ง รวมทั้งมีปัญหาในการทรงตัวด้วยเช่นกัน และยังพบว่าผู้ป่วยบางรายมีประวัติครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน เนื่องจากโรคนี้สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมอีกด้วย

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน

  • กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุเฉลี่ย 60-65 ปี และผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่า 1.5 เท่า
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน เพราะโรคนี้ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม
  • ผู้ที่สัมผัสกับยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าวัชพืชอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

รู้ไหม? อาการ “พาร์กินสัน” ไม่ใช่แค่สั่นอย่างเดียว

โดยทั่วไป ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแสดงออกมากน้อยแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น อายุของผู้ป่วย ระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ซึ่งอาการแสดงแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

1.  อาการที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว

...

  • อาการสั่น – เป็นอาการเริ่มต้นของโรค พบมากที่มือและเท้า ซึ่งอาการจะสั่นรุนแรงมากเป็นพิเศษเวลาอยู่นิ่งๆ หรือขณะพัก
  • อาการเกร็ง – ปัญหากล้ามเนื้อเกร็ง
  • เคลื่อนไหวช้า – ผู้ป่วยเคลื่อนไหวช้า ขาดความกระฉับกระเฉง
  • ปัญหาการทรงตัว – ผู้ป่วยมีการทรงตัวไม่ดี เวลาเดินหกล้มได้ง่าย

2.  อาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางจิตประสาท เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล โมโหร้าย หรือบางรายอาจมีปัญหาเรื่องการรับกลิ่น มีอาการท้องผูก เวียนศีรษะ หรือง่วงนอนในตอนกลางวัน นอนไม่หลับในเวลากลางคืน เนื่องจากการทำงานผิดปกติของระบบประสาทนั่นเอง

ยิ่งรักษาได้เร็ว…ยิ่งเพิ่มโอกาสกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี

การรักษาโรคพาร์กินสันมีหลายวิธี ตั้งแต่การรักษาโดยการทำกายภาพบำบัด กินยา ไปจนถึงการผ่าตัดกระตุ้นสมอง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย

·  การกายภาพบำบัด และการออกกำลังกาย
ช่วยให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องและสมส่วน รวมถึงปรับการทรงตัวของร่างกายให้มีความยืดหยุ่นและแข็งแรง

·  การรักษาด้วยการรับประทานยา
เพื่อเพิ่มระดับสารโดปามีน หรือการกระตุ้นตัวรับโดปามีนในสมอง ช่วยลดอาการสั่นและควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

·  การรักษาด้วยยาฉีดแบบให้ต่อเนื่อง
เพื่อลดปัญหาการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ำเสมอ ผ่านการปลดปล่อยยาอย่างต่อเนื่องด้วยปั๊ม ประกอบด้วยยา 2 ชนิด คือ ยา Apomorphine และยา Levodopa-carbidopa intestinal gel

·  การผ่าตัด
การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation หรือ DBS) คือการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมอง ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ำเสมอ หรือมีอาการสั่นรุนแรง

ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบใดก็ตาม จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดย โรงพยาบาลพญาไท 2 มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา-โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งได้ศึกษาด้านการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยการใช้หัตถการร่วมรักษา ทั้งการให้ยาต่อเนื่องและการผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึกมาเป็นอย่างดี จึงมีความพร้อมในการให้คำแนะนำกับผู้ป่วยทุกคน

แม้ว่าโรคพาร์กินสันจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่เป้าหมายสำคัญกว่านั้นคือ การทำให้ผู้ป่วยกลับคืนมาสู่สภาพชีวิตที่ดีและใกล้เคียงกับคนปกติให้ได้มากที่สุด สามารถเข้าสังคมและช่วยเหลือตัวเองได้ เหนือสิ่งอื่นใด…ความสุขทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะละเลยไม่ได้จริงๆ                                                     

บทความโดย ผศ.พญ.ดร. อรอนงค์ โพธิ์แก้ววรางกูล อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2