ผู้สูงอายุกับคนต่างวัยที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นในสังคมการทำงาน ไปจนถึงการอยู่อาศัยในบ้านเดียวกัน ด้วยวิธีคิด ประสบการณ์ และการใช้ชีวิตที่ต่างกัน จะต้องมีการปรับทัศนคติอย่างไรเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้โครงสร้างทางสังคมเกิดมีคนหลายเจเนอเรชันรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันก็น่าจะมีมากถึง 8 เจเนอเรชัน โดยเด็กที่อายุน้อยสุดก็น่าจะเป็นเจเนอเรชันอัลฟา (Generation Alpha) คือกลุ่มเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2553-2568 ส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุมากสุด คือ Greatest Generation เกิดในปี 2444-2467 ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

การที่สังคมไทยมีคนหลากหลายเจเนอเรชันแบบนี้ทำให้การอยู่ร่วมกันของคนหลากหลายเจน ต้องอาศัยความเข้าใจและการยอมรับความแตกต่างระหว่างกันอย่างสูง เพราะคนแต่ละเจนต่างก็เติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์ชีวิต และแนวความคิดที่แตกต่างกัน หากขาดซึ่งความรัก ความเข้าใจระหว่างกัน ก็อาจจะนำมาสู่ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย หรือ Generation Gap ได้ด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่กับลูกหลาน ยิ่งต้องทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิด ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ และความชื่นชอบของลูกหลานมากขึ้น เพราะลำพังการเป็นคนสูงอายุก็มักจะมีปัญหาสุขภาพจิตต่างๆ อยู่แล้ว

สำหรับผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ภายในบ้านกับคนหลายเจเนอเรชัน อาจจะต้องปรับทัศนคติ ปรับวิธีคิด ด้วยมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้การอยู่อาศัยกับคนต่างเจเนอเรชันไม่เกิดปัญหาความขัดแย้ง หรือปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างกันเกิดขึ้น นอกจากนี้เรายังมีข้อแนะนำให้กับผู้สูงอายุอยู่กับคนต่างวัย แล้วเกิดความสุขความสบายใจ เพียงทำตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

...

1. ยอมรับและเข้าใจในความต่าง

เนื่องจากผู้สูงอายุเติบโตมาบนพื้นฐานและประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป เมื่อใกล้ชิดกับคนรุ่นใหม่ที่มีลักษณะต่างจากตัวเอง ก็มักวิตกกังวลและคอยกำชับติดตามให้ทำตามที่ตนเองยึดถือ บ่อยครั้งหลงลืมและพูดย้ำหลายครั้งจนลูกหลานรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว และอาจเกิดการโต้เถียงกับผู้สูงอายุได้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้สูงอายุควรทำ คือ ต้องเปิดใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบันที่ไม่เหมือนตอนผู้สูงอายุอยู่ในวัยลูกหลาน ต้องเคารพการตัดสินใจในสิ่งที่พวกเขาเลือกแล้ว แต่หากเขาไม่เชื่อฟัง หรือไม่เห็นด้วยก็ต้องยอมรับกับความคิดต่างเหล่านั้นด้วย ให้คิดว่าทุกคนมีความคิด ความเชื่อ ทัศนคติเป็นของตนเอง ถ้ายอมรับและเข้าใจความต่างเหล่านี้ ผู้สูงอายุอยู่กับคนต่างวัยก็จะไม่มีปัญหาระหว่างวัยเกิดขึ้น

2. เปิดใจพูดคุย สื่อสารในเชิงบวก

การสื่อสาร ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเข้าใจของคนระหว่างวัย แต่ไม่ใช่แค่การสื่อสารทั่วไปเท่านั้น การสื่อสารที่ดีควรเป็นการสื่อสารในเชิงบวก ให้กำลังใจ ไม่ตำหนิ กล่าวโทษด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือหยาบคาย การสื่อสารเชิงบวกยังต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่ถูกต้องด้วย นอกจากนี้การรับฟังก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้สูงวัยควรรับฟังสิ่งที่ลูกหลานสื่อสาร มากกว่าการพูดเรื่องของตัวเอง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัยได้ดีขึ้น

นอกจากการสื่อสารเชิงบวกแล้ว การสื่อสารในเชิงลบก็ไม่ควรทำด้วย ซึ่งไม่ใช่เพียงคำพูดเท่านั้น แต่รวมถึงสีหน้าบึ้งตึง เฉยเมย เย็นชา การใช้วิธีเงียบไม่พูด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง การพูดคลุมเครือไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เช่นเดียวกับการพูดที่มีลักษณะสั่งสอน ติเตียน หรือประชดประชัน

3. การกระทำสำคัญกว่าการพูด

แม้ว่าการเปิดใจพูดคุยสื่อสารในเชิงบวกจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การกระทำก็ยังสำคัญกว่าการพูด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยากจะสั่งสอนลูกหลาน หรือบอกให้ทำตามในสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการ วิธีการบอกด้วยคำพูดอาจจะไม่ส่งผลดีมากนัก เพราะบางเรื่องคนรุ่นอื่นๆ อาจจะมองว่าไม่สำคัญ ไม่จำเป็น หรือไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขาแล้วก็ได้ การทำให้ดูเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงประโยชน์ของสิ่งนั้นจะมีประสิทธิภาพมากกว่า ทำให้คนรุ่นอื่นๆ ได้เรียนรู้จากการกระทำของผู้สูงอายุจึงดีกว่าการบอกหรือสั่ง

4. บอกความรู้สึกนึกคิดของเรา

บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุมีความรู้สึกแต่ไม่แสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจ รู้สึกเสียใจ หรือเศร้าใจ แต่กลับใช้วิธีนิ่งเฉย ไม่พูดไม่จา ทำให้คนในครอบครัวไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการไม่ถูกต้อง เพราะบางครั้งจากเรื่องเล็กน้อยก็ลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โต มีการโต้เถียงกันรุนแรง ดังนั้นผู้สูงอายุควรจะบอกความรู้สึก นึกคิด หรืออารมณ์ความรู้สึกของตนเองออกไป เพื่อความเข้าใจระหว่างกันอย่างถูกต้อง แต่การบอกความรู้สึกควรทำด้วยคำพูดที่ดี ไม่ใช้อารมณ์ หรือใช้สีหน้าไม่ดี หาจังหวะการพูดที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้งระหว่างกันเกิดขึ้นได้

...

5. ทำกิจกรรมสร้างสัมพันธ์คนต่างวัย

หากครอบครัวไหนมีความสนิทสนมกันมาก แสดงความรักระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ และมีความเข้าใจระหว่างคนต่างวัยกันมากขึ้น ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย หรือการอยู่กับคนต่างวัยของผู้สูงอายุก็จะลดน้อยลง ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี คือ การหากิจกรรมทำร่วมกัน ระหว่างคนในครอบครัว หรือหาเวลาอยู่ร่วมกันของคนหลายๆ เจเนอเรชัน อาทิ การรับประทานอาหารร่วมกัน การท่องเที่ยวด้วยกัน การไปทำบุญร่วมกัน เป็นต้น เพราะการทำกิจกรรมร่วมกันจะทำให้รู้และเข้าใจวิธีคิด ทัศนคติ และมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างคนต่างวัยได้มากขึ้น

6. แสดงความรักต่อกัน

การแสดงความรักในครอบครัวมีหลายวิธี เช่น การพูดคุยบอกรัก การสัมผัสโอบกอด การดูแลเอาใจใส่กันและกัน สอบถามความสุขทุกข์ เรื่องราวชีวิตประจำวันต่างๆ หรือมีสิ่งพิเศษเล็กๆ น้อยๆ มอบให้กันในโอกาสสำคัญต่างๆ การแสดงความรักต่อกันจะช่วยเพิ่มความรู้สึกผูกพัน แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย

...

นอกจากนี้ผู้สูงอายุควรเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับบุตรหลาน แม้ว่าพวกเขาจะยังเป็นเด็ก อย่างเช่น การกล่าวชื่นชม การให้ความดูแลเอาใจใส่สมาชิกในครอบครัวสามารถเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีได้โดยการถามไถ่ความเป็นอยู่ และชวนพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ คอยดูแลเอาใจใส่ ทั้งเรื่องอาหารการกิน ความสะอาด และการออกกำลังกาย รวมทั้งส่งมอบรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กันเสมอ

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 6 วิธีที่ผู้สูงอายุนำไปปรับใช้สำหรับการอยู่กับคนต่างวัย ช่วยลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย ลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญช่วยทำให้ผู้สูงอายุอยู่กับคนต่างวัยได้อย่างมีความสุขกายและสบายใจด้วย.

ข้อมูลอ้างอิง: มูลนิธิยุวพัฒน์, สสส.