ผมเพิ่งอ่านหนังสือ Option B ซึ่งว่าด้วยเรื่องการปรับตัวให้รับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเราแบบไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งถือเป็นหนังสือที่ดีมากทีเดียว เนื่องจากคนจำนวนมากนั้นมักมองหาเทคนิควิธีในการก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จในชีวิต จนบางทีเราลืมถามวิธีการรับมือกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับเรา และนั่นทำให้หลายๆ คนเมื่อ “ล้ม” แล้วก็ “ลุกไม่ขึ้น”
ในหนังสือเล่มนี้มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง เลยขอหยิบบางประเด็นมาสรุปและ “เล่าใหม่” แบบง่ายๆ ในบทความวันนี้นะครับ
1. เราควรเข้าใจธรรมชาติเวลาเจอความล้มเหลว
แน่นอนว่าชีวิตเราคงยากที่จะเจอแต่ความสำเร็จหรือสมหวัง และเอาจริงๆ การผิดหวังต่างๆ ก็ล้วนเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ จนทำให้เราเป็นทุกข์กันอยู่เสมอ ยิ่งผิดหวังครั้งใหญ่ สูญเสียครั้งใหญ่ เราก็จะยิ่งทุกข์หนักไปกว่าเดิม ชนิดที่หลายๆ คนล้มทั้งยืนกันเลยทีเดียว
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เราจะเห็นว่าเมื่อเกิดความล้มเหลวขึ้น หลายๆ คนจะเริ่มทำการ “โทษตัวเอง" โดยไม่รู้ตัว เช่น การมองว่าเราควรทำได้ดีกว่านี้ เราควรจะทำอย่างนั้นไม่อย่างนั้นก็คงไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น และความคิดเหล่านี้ก็จะวนเวียนอยู่ในตัวเราแทบจะตลอดเวลา ยิ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญมากขึ้นเท่าไร เราก็จะยิ่งคิดและจมกับความรู้สึกอันหนักหน่วงนี้มากขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกนี้จะทำให้เรารู้สึกเลยว่าความทุกข์นี้จะไม่มีวันหายไป ความเจ็บปวดนี้จะกัดกินเราไปอีกนานแสนนาน ถ้าจะนึกภาพง่ายๆ ก็เช่นตอนที่เราอกหัก ผิดหวังกับความรัก แล้วหลายคนพบว่าตัวเองทรมานแสนสาหัสกันสุดๆ นั่นเอง (ผมเองก็เคยมีประสบการณ์อย่างนั้นเหมือนกัน)
2. เราควรเริ่มที่จะ “ลุกกลับมา"
...
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำแนะนำอมตะที่หลายๆ คนมักบอกเราเป็นอันดับแรกๆ คือ ความทุกข์ ความสูญเสีย และความผิดหวังเป็นเรื่องปกติของชีวิต หรือต้องบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยก็ว่าได้ (ก็อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้นั่นแหละครับ) และเราก็ต้องยอมรับกันให้ได้ว่าการปฏิเสธหรือหลีกหนีทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ทางที่ดีแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำคือการเข้าใจความรู้สึกของตัวเราในเวลาดังกล่าวว่าเรารู้สึกอะไร รู้สึกจากอะไร อย่าปฏิเสธหรือเก็บมันไว้ แต่ควรจะยอมรับ เข้าใจ ก่อนที่จะปล่อยวางมันลง
มันไม่ผิดที่เราจะรู้สึกอะไรหรอกครับ แต่ท้ายที่สุดความรู้สึกนั้นก็เกิดจากการปรุงแต่งของเราเอง ถ้าเราเข้าใจวิถีของมัน เราก็จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้มากขึ้นๆ ผมพบว่าการเผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านี้ย่อมดีกว่าการวิ่งหนีมัน ซึ่งสุดท้ายคุณก็จะพบอยู่ดีว่าหนีมันไม่ได้ แถมจะทุกข์หนักกว่าเดิมเสียอีก
ทางที่ดีแล้ว คำแนะนำที่หลายๆ คนมักจะบอกคือการที่ให้เราค่อยๆ เก็บความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของชีวิตเรามาประกอบแล้วทำให้เราเห็นว่าจริงๆ มันก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตเขาเราในแต่ละวัน ไม่ใช่แค่มีเรื่องของอดีตที่ทำร้ายเราเพียงอย่างเดียว เขาจึงมักแนะนำว่าให้เราเขียนบันทึกประจำวันว่าวันนี้เรามีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง อะไรที่ทำให้เรายิ้มหรือมีความสุข และใช้เวลาในการอ่าน ทบทวน และเรียนรู้ที่จะค่อยๆ ยิ้มกับความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นมา
3. หัดรู้จักใช้เวลาอยู่กับคนอื่น
อีกคำแนะนำดีๆ ที่ผมชอบคือเมื่อเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นนั้น หลายๆ คนมักจมอยู่กับตัวเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัว อาย ไม่กล้าสู้หน้าใคร ทั้งที่จริงๆ แล้วเราจะพบว่าวิธีดังกล่าวมีแต่ทำให้โลกของเรามืดหม่นไปกว่าเดิม โดยทางที่ดีแล้วเราควรจะหาคนรู้ใจ นั่งคุย นั่งปรึกษา หรือแลกเปลี่ยนความคิดกัน
การเติม “พลังบวก” จากคนอื่น เช่นเดียวกับการ “ปลดปล่อยพลังลบ” ที่เราเก็บเอาไว้ในตัวเองก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ช่วยเยียวยาเราได้เร็ว ผมลองกลับไปนึกถึงวันที่ผมเคยล้มหนักๆ แล้วเก็บตัวไม่คุยกับใคร ผมพบว่ามันเป็นเวลาที่ทรมานมากๆ และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาได้ แต่ในอีกครั้งหนึ่งที่ผมล้มแล้วผมมีคนที่นั่งคุย แลกเปลี่ยนความคิดกัน ผมกลับหายเร็วกว่าครั้งแรกเยอะมากทีเดียว ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่มีอีกหลายคนที่ช่วย “พยุง” เราขึ้นมาด้วย
เรื่องราวที่ผมหยิบมาเล่าในบทความวันนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการ “เยียวยา” ที่หลายๆ คนล้วนต้องเจอ ยังมีวิธีอีกมากมายที่ทำให้เราก้าวข้ามความรู้สึกแย่ๆ ไปได้ ซึ่งผมหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะสามารถหาวิธีของตัวเองและสามารถ “ลุกกลับมา” ได้กันนะครับ
Facebook : Nuttaputch