อีกไม่นานเราก็แก่ แล้วก็อีกไม่ไกลประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเข้าไปทุกที หรือ วัยแลนดิ้ง (Landing) อุปมาคล้ายๆ นักบินต้องบังคับเครื่องบินจากอากาศลงสู่พื้นให้นิ่มและปลอดภัยมากที่สุด 

ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยกับ อ.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการชื่อดังของเมืองไทย ชายวัย 67 ปี รูปร่างสันทัด ท่าทางกระฉับกระเฉงเกินคนในวัยเดียวกัน เจ้าของทฤษฎีการกินเพื่อชะลอวัย ที่ใครหลายคนยกย่องปฏิบัติได้ให้นิยามของ Active Aging Society หรือ สังคมพฤฒพลัง ว่าเป็นสังคมที่ผลักดันให้ผู้สูงวัยที่สามารถใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเอง มีสุขภาพแข็งแรง มีโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการใช้ชีวิตรอบด้าน 

และนี่คือ 6+1 เรื่องที่คนไม่แก่ควรรู้

60 ไม่ใช่วัยแก่อีกต่อไป

ในระยะหลังจะนำสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายมาเป็นตัวบ่งชี้ความแก่ของคน ดังนั้นหากคนที่อายุ 60 ปี สุขภาพดี ร่างกายอ่อนกว่าวัย ก็ยังไม่ถือว่าคนคนนั้นเป็นผู้สูงอายุ ในบางประเทศมีการนับอายุคนแก่จาก 65 หรือ 70 ปีขึ้นไป จึงเห็นได้ว่าความแก่จึงไม่ใช่เรื่องของอายุอย่างเดียว

วางแผนได้ตั้งแต่วัยกลางคน

การวางแผนบั้นปลายชีวิตสามารถทำได้ตั้งแต่ “วัยกลางคน” หรืออายุ 40 ปีก็ได้ ซึ่งเรื่องใหญ่ของคนวัยนี้คือ มักคิดว่าตัวเองแก่ ความกระตือรือร้นกับชีวิตจะลดน้อยถอยลง นำไปสู่ความท้อแท้ในชีวิต อายุ 30 - 40 จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการวางแผนที่จะแก่อย่างจริงจัง ทั้งความคิด สุขภาพ เรื่องต่างๆ ในชีวิต หากวางแผนดี ดูแลสุขภาพจริงจัง เมื่อเข้าเลข 6 คุณก็จะเป็นคนแก่ที่อ่อนกว่าวัยอย่างไม่ต้องสงสัย

...

พึ่งพาตัวเองได้ คือหัวใจของการเป็น Smart Senior

Smart Senior คือผู้สูงวัยที่สามารถพึ่งพาตัวเองและยังสนุกกับการใช้ชีวิตอย่างสง่างาม ยังกระฉับกระเฉงทั้งร่างกาย ความคิด และจิตใจ ซึ่งแม้ว่าผู้สูงวัยหลายคนจะมีความคิดว่า เมื่อแก่ตัวลงจะต้องมีโรค ต้องเจียมตัว ซึ่งในความเป็นจริงผู้สูงวัยเป็นวัยที่ยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์ หากดูแลสุขภาพและวางแผนเรื่องต่างๆ ในชีวิตตั้งแต่เนิ่นๆ การเป็น Smart Senior ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

สุขภาพ เรื่องแรกที่ต้องเตรียมตัว

“สุขภาพ” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คนที่ยังไม่แก่ ต้องคิดไว้เลยว่าเมื่ออายุ 60-70 แล้ว เราต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่พึ่งพาคนอื่น ต้องวางแผนตั้งแต่อายุ 40 เป็นต้นไป พอถึง 60 เนี่ย ผมมั่นใจเลยว่าช่วงเวลา 20 ปีในการดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย กินอาหารให้ถูกต้อง ควบคุมอารมณ์ให้เป็น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นกำไรชีวิตที่เราสะสมไว้เพื่อเป็นผู้สูงวัยที่มีพลังและมีคุณภาพ

คุณค่าของการเป็นผู้สูงวัย คือความภาคภูมิใจกับชีวิต

ความภาคภูมิใจกับชีวิตที่ผ่านมาของผู้สูงวัยกับสิ่งที่ได้เคยทำประโยชน์ให้ครอบครัวและสังคม เป็นสิ่งที่จะช่วยพยุงจิตใจให้ผู้สูงวัยรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า แม้จะอยู่ในวัยที่ไม่ได้ตรากตรำทำงานเหมือนแต่ก่อน ขณะเดียวกันก็ยังคงมีคุณค่ากับปัจจุบันเพราะสามารถเป็นที่พึ่งพาของลูกหลานได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


หันมาสนใจเรื่องที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม

จากโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ไม่สามารถอยู่กันเป็นครอบครัวได้อย่างเมื่อก่อน ผนวกกับสังคมที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยจึงเป็นเรื่องที่ต้องหันมาสนใจ เพราะนอกการมีโครงสร้างและสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัยแล้ว ยังมีสังคม สิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมรองรับให้ทั้งผู้สูงวัยและสมาชิกในครอบครัวสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกผู้สูงวัยให้ออกไปอยู่โดดเดี่ยว

“คนที่กำลังจะแก่ และ คนที่แก่แล้ว” ควรคิดอย่างไร

คนที่กำลังอยู่ในวัยกลางคน อายุ 30 - 40 ปี ควรถามตัวเองว่าในอีก 10 20 30 ปีข้างหน้าจะเป็นคนแก่แบบไหน ซึ่งถ้าอยากเป็นแบบไหน เราสามารถวางแผนได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพ ขณะที่ผู้สูงวัยต้องมั่นใจในตัวเองว่าสามารถทำชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีคุณค่าได้ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด กินให้เป็น นอนให้หลับ ละซึ่งความเครียด ก็จะนำไปสู่การเป็นคนแก่ที่มีความสุขได้ไม่ยาก

ฟังแล้วก็เตรียมตัวไว้จะได้อายุมากแบบมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการวางแผน.