"อโรคยา ปรมาลาภา" ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คำคุ้นหูที่ได้ยินอยู่เนืองๆ ถ้าทุกคนเป็นเช่นนั้นได้ ก็คงจะดีนักแล แต่จะว่าไป…คำนี้อาจจะดูเบาไปเลย ถ้าพูดถึงวงการแพทย์ในยุคปัจจุบัน เราต้องยอมรับว่า การแพทย์สมัยใหม่ ทำให้มนุษย์มีโอกาสในการดำรงชีวิตได้ยาวนานขึ้น แม้ว่าเชื้อโรคจะพัฒนาเช่นกันก็ตาม ถ้าคุณดูแลตัวเองอย่างดีพอ ไร้โรคภัยมาเบียดเบียน แถมยังมีรูปร่างและใบหน้าที่หล่อสวยคงกระพัน นี่แหละ...ที่ใครๆ ก็ต้องการ
วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปรู้จัก การแพทย์ที่เป็นศาสตร์ของเยอรมนี กับคนที่ใครๆ ก็สงสัย "แซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี" ดารานักแสดงรุ่นใหญ่หายไปไหน? เขามาบอกเล่ากับไทยรัฐออนไลน์ในวันเปิดตัว ณุศา มายโอโซน เขาใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการบ้านสุขภาพแบบองค์รวมและครบวงจรแห่งแรกในเมืองไทย ดารารุ่นใหญ่วัย 54 ปี บอกแบบนี้ว่า ที่ผ่านมาได้ไปร่ำเรียน และปัจจุบันนั่งตำแหน่งประธานกรรมการ
คนไม่ป่วย แน่ใจรึ ไม่ป่วยจริง?
คนไทยจะเป็นดั่งสุภาษิตที่ว่า อย่าตีตนไปก่อนไข้ ทำให้คนส่วนใหญ่จะรอจนกว่าจะป่วย ทีนี้พอป่วยแล้ว จะถามหาหมอเก่ง ถามหาประกันสุขภาพ การแพทย์ของเราจึงเป็นการตั้งรับเสียเป็นส่วนใหญ่ รอรับคนป่วย แต่เราไม่ได้พูดถึง ทำอย่างไรไม่ให้ป่วย ในตัวเลขที่ว่า คนป่วยมีอยู่ 20% คนไม่ป่วยก็ 20% แต่คนที่ไม่รู้ว่าป่วยหรือไม่ป่วยมีอยู่ถึง 60% เราไม่รู้เลยว่า ใกล้ป่วยคืออะไร?
...
ป่วย VS คนเริ่มป่วย
กรณีนี้เราพูดถึงผู้ที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยชัดเจนนะ แต่พูดถึงคนที่เพิ่งมีสัญญาณบ่งชี้ต่างๆ นานา ซึ่งพอไปเข้าไปสู่การรักษาพยาบาล จะได้รับการวินิจฉัยตามอาการ เมื่อรับยามารับประทาน อาการเหล่านั้นก็หายไป เหมือนว่าร่างกายไม่ได้เป็นอะไร
วัตถุประสงค์ ไม่ให้ป่วย
เรื่องสัญญาณเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก เช่น ทำไมเริ่มจำอะไรไม่ได้ ทำไมหลงๆ ลืมๆ บ่อยขึ้น วันนี้ทำไมปวดขา ปวดหัว เจ็บแขน ซึ่งอาการเหล่านี้ร่างกายมันฟ้องบางเรื่อง เรื่องสุขภาพสำคัญเป็นอย่างมาก วัตถุประสงค์สั้นๆ ง่ายๆ คือ ไม่ให้ป่วย เราจะไม่ส่งเสริมให้คุณไปรักษาตรงปลายเหตุ แต่เราจะไม่ให้คุณป่วย
ร่างกายมันฟ้อง!
ผมเชื่อว่า หลายๆ คนเริ่มรู้ตัวเองอยู่แล้ว ทำไมแขนชา ตากระตุก ทำไมเจ็บตรงนี้ตรงนั้น ทำไมผื่นขึ้น หมอบอกภูมิแพ้ กินยาก็หาย แต่ในความเป็นจริงล่ะ การแพทย์ของเยอรมนี จึงบอกได้มากกว่า ว่าที่ร่างกายเราส่งสัญญาณมันคืออะไร มันมีที่มาที่ไปอย่างไร เราต้องหามันให้พบ
เช็กกันชัดๆ ไปเลย
การตรวจวิเคราะห์ร่างกายในทุกๆ ส่วน ด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าชนิดอ่อน ก็บ่งบอกได้อย่างดีเยี่ยม ชี้ชัดว่าตรงไหนมีปัญหา จุดไหนพบความผิดแปลก พอได้ผลมา ก็ให้แพทย์ของเราประเมิน ว่าแนวโน้มจะเป็นอะไร ส่งไปเอกซเรย์ต่อ เราคุยกันมองหน้ากันแบบนี้ จะรู้ได้อย่างไร เมื่อเราไม่ได้ไอ จาม หรือแสดงอาการออกมา
คนบ้าเท่านั้นจะกล้าทำ
ที่นี่เป็นที่แรกของเมืองไทย อารมณ์คล้ายๆ กับ ลาแพรีของสวิตเซอร์แลนด์ หรือชีวาศรมของประเทศไทยที่เน้นสปา แต่ของเราจะเมดิคัลมากกว่า
ประสบความสำเร็จ
ภาพรวมโอเคมาก บ้านขายหมดไปนานแล้ว แต่รอให้ทุกอย่างลงตัว ตอนนี้เรามีค่อนข้างครบ ทั้งสนามกอล์ฟ ตัวโรงแรม และก็กำลังรอแค่สนามบินเสร็จ เราตั้งใจจะรับลูกค้าจากสุวรรณภูมิมาลงต่อที่นี่เลย
ถ้ามาที่นี่!!
ศูนย์สุขภาพของเรามีไว้รองรับลูกบ้านที่มาซื้อบ้านกับเรา และลูกค้าที่มาพักกับโรงแรม สมมติถ้ามีใครปวดท้อง ปวดหัว มาหาคลินิกเราได้ ส่วนผู้ที่ต้องการให้รางวัลด้านสุขภาพกับพ่อแม่ คนรัก และครอบครัว ที่นี่เหมาะสมที่สุด รวมไปถึงคนรักสุขภาพ คนที่ต้องการเติมพลังชีวิต ที่นี่ก็มีแพ็กเกจสุขภาพด้วย เพราะทุกคนจะได้พักผ่อนแบบมีสุขภาพที่ดีด้วย พร้อมกับการได้รับโอโซนอันดับ 7 ของโลกในที่แห่งนี้
วิธีดูแลตัวเอง ตั้งใจแต่ทำไม่ได้
จริงๆ เรารู้กันมาตั้งแต่เด็กแล้ว ว่าเราต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ จิตใจผ่องแผ้ว นี่คือสูตรสำเร็จ แต่เราทำได้แบบนั้นหรือไม่ ผมเองก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่รู้และตั้งใจทำ แต่ผมกลับล้มเหลว!
...
เรือนหอสุขภาพ
ย้อนกลับช่วงแต่งงาน ผมออกแบบและสร้างเรือนหอที่เพียบพร้อมไปด้วยการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย มีห้องยิมที่เจ้าหน้าที่ยิมมาออกแบบให้ มีสระว่ายน้ำ มีเซาน่า มีทุกอย่างที่เราไม่ต้องไปที่ไหนเลย
ปลวกขึ้นห้องเซาน่า
วันเวลาผ่านไป เหตุผลทั่วๆ ไปเลย เช่น เดี๋ยวก่อน ทำงานเหนื่อยละ ไม่มีเวลา กว่าจะเปิดเครื่องเซาน่าได้ กว่าจะร้อนใช้เวลา และมาจบที่คำว่าขี้เกียจ จนท้ายที่สุดปลวกขึ้นห้องเซาน่า นั่นเพราะว่าอะไร เพราะเราไม่มีวินัย
เคล็ดลับคนขี้เกียจ
ออกกำลังกาย เป็นเรื่องสำคัญมากๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ก็คือวินัย เคล็ดลับที่ทำให้คนขี้เกียจได้ออกกำลังกายได้ ผมทำแบบนี้ครับ คนอื่นก็สามารถเอาไปใช้ได้นะครับ คือ เราจะทำอะไรก็ได้ ออกกำลังกายแบบไหนก็ได้ ซึ่งปัจจุบันเยอะมาก แต่ขอให้ทำอย่างอดทน ขอให้พยายามทำให้ถึง 7-10 ครั้ง เดี๋ยววินัยมันจะมาเอง เพราะมันจะเกิดต่อมสำนึก เกิดการติดพัน ทำให้เราเริ่มมีวินัยในการออกกำลังกาย
อาหาร VS สารอาหาร
ไม่ใช่ว่าเราจะกินอะไรก็ได้ แต่ละคนมีความต้องการอาหารต่างกัน เราต้องกินสิ่งที่เหมาะสม เพราะอาหารแต่ละชนิดที่ผ่านกระบวนการย่อย จนเกิดสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป ก่อนที่ร่างกายจะส่งสารอาหารเหล่านั้นไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นเราต้องรู้ว่าเราขาดอะไร ต้องเสริมอะไร วิตามินดีไหม และเสริมปริมาณเท่าไร หากมากเกินไป ก็ไม่ดี น้อยเกินไป ก็ไม่ดี
...
คนอย่างพี่ กินทุกอย่าง!
ผมกินทุกอย่างนะ ไม่ใช่ว่าไม่กินเลย ช็อกโกแลต ทุเรียน เป็นอะไรที่ชอบมาก แต่เราต้องกินอย่างมีสติ คือกินแบบรู้ตัว เพราะอาหารทุกอย่างที่เรากินเข้าไป เราสามารถรับรู้รสชาติและความอร่อยได้ด้วยลิ้น ซึ่งจะอร่อยหรือไม่ก็อยู่แค่ช่วงเวลาที่เราเคี้ยวและบดอาหารเท่านั้น แต่เมื่ออาหารถูกกลืนลงไป ร่างกายไม่ได้รับรู้ถึงความอร่อยเลย
กินแบบอร่อย ฟินกับการบดเคี้ยว
เวลากินก็ต้องกินให้อร่อย ผมจะกินแต่ของอร่อย อะไรที่ไม่อร่อย ก็ต้องขออนุญาตคายออก เพราะมันไม่คุ้มเลย อาหารนั้นจะเป็นภาระของร่างกายทันที เมื่อเรากลืนมันลงไป ดังนั้นเวลาเราเคี้ยวอาหาร เราต้องเคี้ยวให้ทั่วทั้งปาก เคี้ยวซ้ายเคี้ยวขวา ค่อยๆ เคี้ยวทีละนิด เคี้ยวให้ละเอียด เคี้ยวให้อร่อย เคี้ยวนานๆ ตรงนี้ยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายเราทำงานน้อยลง และเราก็ไม่ทำร้ายร่างกายตัวเองด้วย
คนว่าบ้า แต่ก็จะยิ้ม
ไม่รู้ว่าด้วยวัยรึเปล่า (หัวเราะ) ตอนนี้ผมคิดบวกมากขึ้น มีสุขภาพจิตดีขึ้น เรารับฟังคนอื่นมากขึ้น เชื่อคนมากขึ้น เพราะจะคิดว่า ทุกคนต่างก็อยากให้มันดี ก็มองภาพรวมดีขึ้น อารมณ์ก็สำคัญ เมื่อเรามีความสุข เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ก็ทำงานดีขึ้น ทุกวันนี้พี่พยายามทุกเช้า ตื่นมาก็หาความสุขในตัวก่อน คิดแต่เรื่องดีๆ หาเรื่องให้ตัวเองยิ้ม คนอื่นอาจจะว่าเราบ้า แต่นั่นมันจะทำให้เรายิ้มและมีความสุขทั้งวัน ไม่เชื่อลองทำกันดูครับ
...
หายใจถูกต้อง ทำเป็นไหม?
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ การหายใจที่ถูกวิธี เราควรหาโอกาสดีๆ ไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ทุกวันเหมือนหายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่ทั่วท้อง เราสามารถเริ่มได้ง่าย คือการนั่งสมาธิ หรือการกำหนดลมหายใจ และหายใจที่ถูกต้อง หายใจให้ทั่วท้อง สูดลมหายใจเข้าเต็มที่ เก็บไว้นิด และหายใจออกให้หมด ตรงนี้แหละจะช่วยเรื่องปอด ให้ทำงานให้ได้ 100%
หล่อเหลาคงกระพัน
ที่ว่าข้างบนมาทั้งหมด ไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์กับใครหรือไม่ แต่นี่คือเคล็ดลับที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือเคล็ดลับง่ายๆ ของผม ถ้าใครลองทำตาม จะรู้ว่ามันไม่ยาก เพราะหลายอย่างทุกคนทำอยู่แล้ว แค่เราเสริมในส่วนที่ขาด เพิ่มสิ่งที่ตกหล่นไป แค่นี้ก็น่าที่จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง และมีสุขภาพดีแล้ว
ส่วนตั๊ว ส่วนตัว
แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2506 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายของ พลโทประยูร ภมรมนตรี และนางเรณู ภมรมนตรี รองนางสาวไทย ประจำปี พ.ศ.2491 มีพี่ชายร่วมสายโลหิตคือ นายยอดมนู ภมรมนตรี ทั้งนี้ แซม ได้สมรสกับ มุก-มาริษา ภมรมนตรี มีบุตรชาย คือ ยุรการ ภมรมนตรี และบุตรสาว คือ ยุรริษา ภมรมนตรี
การศึกษา
แซม จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร จบการโฆษณา จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร จบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จบปริญญาโท จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ศึกษาต่อจนจบหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
สุดท้าย พี่แซม ฝากทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าสาย หากใครต้องการดูแลสุขภาพ และไม่ช้าเกินไปที่เราจะออกกำลังกาย และหันมาใส่ใจร่างกายตัวเอง อะ…ฟังแล้วอย่ารอช้า เพราะสุขภาพดีไม่มีซื้อขาย ถ้าอยากได้ต้องดูแล!!