"กะเพรา" สมุนไพรคู่ครัวไทย กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังมีข่าวบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ จนเกิดคำถามว่า กะเพราที่เราปลูกและนำมาทำอาหารกันทุกวันนี้ได้รับผลกระทบหรือไม่ รวมถึงแท้จริงแล้วประเทศไทยมีกะเพรากี่สายพันธุ์กันแน่
ไทยรัฐออนไลน์ ชวนทำความรู้จัก กะเพรา 4 สายพันธุ์ ที่ได้รับสิทธิคุ้มครอง พร้อมเปิดความแตกต่างของกะเพรายอดนิยมคู่ครัวไทย ที่หลายคนอาจรับประทานอยู่ทุกวัน แต่ไม่เคยรู้ว่ามีหลายชนิด
ไขข้อสงสัย "กะเพรา" มีกี่สายพันธุ์ มีกี่ชนิดกันแน่?
กะเพรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum L. ภาษาอังกฤษเรียกว่า Holy Basil เป็นพืชสมุนไพรคู่ครัวไทยที่มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุจำนวนสายพันธุ์กะเพราในประเทศไทยได้แน่ชัด เนื่องจากมีทั้งพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ปรับปรุง คาดว่ามีนับร้อยสายพันธุ์
อย่างไรก็ตาม หากแบ่งตามชื่อเรียกที่คนไทยคุ้นเคย สามารถแบ่งกะเพราออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราป่า ซึ่งมีลักษณะใบ สีลำต้น และกลิ่นหอมฉุนแตกต่างกัน ทั้งนี้ เป็นการแบ่งตามลักษณะทั่วไป ไม่ใช่การจำแนกสายพันธุ์ทางพฤกษศาสตร์อย่างเป็นทางการ
กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่จดทะเบียน มีสายพันธุ์อะไรบ้าง
กะเพรา 4 สายพันธุ์ คืออะไร? ประเด็นปมร้อนกะเพรา 4 สายพันธุ์กำลังได้รับความสนใจ หลังมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของ CPRAM บริษัทเอกชนในเครือ CP ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567-2579 โดยกะเพราพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 สายพันธุ์ ได้แก่
กะเพราแก้วจุรี 01
กะเพราแก้วจุรี 02
กะเพราแก้วจุรี 03
กะเพราแก้วจุรี 04
กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ได้รับการพัฒนาจากกะเพราพื้นเมืองรหัส CPR1 โดยใช้เทคนิคชักนำให้มีจำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้น ร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อปรับปรุงลักษณะของพืชให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์
ทั้งนี้ การได้รับสิทธิคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเอกชนเป็นเจ้าของกะเพราทุกชนิดในประเทศไทย เนื่องจากสิทธิดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
เกษตรกรและประชาชนจึงยังสามารถปลูก ขยายพันธุ์ และซื้อขายกะเพราพื้นเมืองหรือพันธุ์ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครองได้ตามปกติ ส่วนการใช้ประโยชน์จากพันธุ์แก้วจุรี 01-04 ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช
รู้จักกะเพรา 3 ชนิดยอดนิยม คู่ครัวไทยที่คุ้นเคยในเมนูอาหารตามสั่ง
แม้กะเพราจะมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกันมากที่สุด ได้แก่ กะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราป่า ซึ่งแต่ละกลุ่มมีจุดเด่นแตกต่างกัน โดยเฉพาะกลิ่นหอมที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารไทย หลายคนอาจไม่รู้ว่ากะเพราทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ ถูกนำมาใช้ทำอาหารเมนูเด็ดที่เราคุ้นเคยกัน ได้แก่
1. กะเพราแดง กลิ่นหอมฉุน เหมาะกับอาหารรสจัด
กะเพราแดง สังเกตได้จากลำต้นและก้านที่มักมีสีแดงอมม่วง บางต้นมีสีม่วงปรากฏบนใบด้วย ขอบใบหยักและมีขนอ่อนปกคลุม ลักษณะและขนาดใบอาจแตกต่างกันตามพันธุ์และสภาพแวดล้อม
- จุดเด่นของกะเพราแดง : กลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว ซึ่งมักให้ความรู้สึกเข้มข้นเมื่อใช้ปรุงอาหาร จึงเป็นตัวเลือกสำหรับเมนูที่ต้องการกลิ่นสมุนไพรชัดเจน
- เมนูที่เหมาะกับกะเพราแดง : ผัดกะเพราเนื้อ ผัดเผ็ด และแกงป่า เพราะกลิ่นของกะเพราช่วยเสริมความหอมของเครื่องเทศและเครื่องแกงได้ดี
2. กะเพราขาว กลิ่นหอมละมุน ทำอาหารได้หลากหลาย
กะเพราขาว เป็นกะเพราที่พบได้ทั่วไปตามตลาดสด มีลักษณะเด่นคือลำต้นและก้านสีเขียว ใบสีเขียวสด ขอบใบหยัก โดยขนาดใบอาจเล็กหรือใหญ่แตกต่างกันตามพันธุ์และสภาพการปลูก
- จุดเด่นของกะเพราขาว : มักมีกลิ่นหอมที่ไม่เข้มข้นเท่ากะเพราแดงบางพันธุ์ จึงเหมาะกับผู้ที่ชอบกลิ่นกะเพราแบบไม่ฉุนจัด อย่างไรก็ตาม ความแรงของกลิ่นขึ้นอยู่กับพันธุ์ อายุใบ และปริมาณน้ำมันหอมระเหยด้วย
- เมนูที่เหมาะกับกะเพราขาว : ผัดกะเพราหมูสับ ผัดกะเพราไก่ ผัดกะเพราทะเล รวมถึงเมนูกะเพราทอดกรอบ เพราะสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายและหาซื้อได้สะดวก
3. กะเพราป่า กลิ่นหอมแรง ถูกใจคนชอบรสจัดจ้าน
กะเพราป่า เป็นชื่อเรียกที่พบในท้องถิ่นและท้องตลาด โดยมักใช้เรียกกะเพราที่มีกลิ่นหอมฉุนจัด บางต้นมีใบขนาดเล็ก ลำต้นหรือก้านออกสีน้ำตาลอมม่วง แต่ลักษณะอาจแตกต่างกันไปตามแหล่งปลูก
- จุดเด่นของกะเพราป่า : มีกลิ่นหอมที่ค่อนข้างแรง เมื่อนำไปผัดกับพริกและกระเทียมจะช่วยเพิ่มกลิ่นสมุนไพรให้เด่นชัด เหมาะกับอาหารที่ต้องการความจัดจ้าน
- เมนูที่เหมาะกับกะเพราป่า : ผัดกะเพราเนื้อ ผัดกะเพราหมูกรอบ ผัดเผ็ด และต้มแซ่บ โดยเฉพาะเมนูที่ต้องการกลิ่นกะเพราเข้มข้น
ประโยชน์ของ "กะเพรา" พืชสมุนไพรคู่ครัวไทย มีสรรพคุณอะไรบ้าง
กะเพรา ไม่เพียงเป็นผักที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารไทย แต่ยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารสำคัญตามธรรมชาติ เช่น น้ำมันหอมระเหยและสารกลุ่มฟีนอลิก โดยประโยชน์และสรรพคุณของกะเพรา มีดังนี้
- ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด เป็นสรรพคุณตามตำรับการแพทย์แผนไทยที่ใช้กะเพราช่วยขับลม ลดอาการแน่นท้อง และช่วยให้รู้สึกสบายท้องขึ้น
- ช่วยเพิ่มกลิ่น และรสชาติให้อาหาร น้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติทำให้กะเพรามีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องปรุงรสในปริมาณมาก
กะเพราเป็นมากกว่าสมุนไพรคู่ครัวไทย เพราะแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์ทั้งกลิ่นและรสชาติแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกะเพราแดง กะเพราขาว หรือกะเพราป่า ล้วนช่วยเพิ่มความหอมอร่อยให้เมนูโปรดได้ในแบบของตัวเอง ครั้งหน้าที่สั่งผัดกะเพรา ลองสังเกตดูว่าในจานของเรามีกะเพราชนิดไหนกันแน่