การค้นพบ "รอยเท้าไดโนเสาร์" บริเวณลำธารน้ำตกตาดน้อย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ–ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังมีนักท่องเที่ยวพบร่องรอยประหลาดบนพื้นหิน ซึ่งมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์กินเนื้อที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 120 ล้านปี ซึ่งต้องรอการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยันอีกครั้ง
การค้นพบครั้งนี้ชวนให้สงสัยว่า เหตุใด "รอยเท้าไดโนเสาร์" จึงคงอยู่ได้นานนับร้อยล้านปี ทั้งที่รอยเท้ามนุษย์อาจเลือนหายภายในไม่กี่นาที? คำตอบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของไดโนเสาร์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรณีวิทยา ไทยรัฐออนไลน์สรุปคำตอบมาฝากกัน
รู้จัก "รอยเท้าไดโนเสาร์" เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่พื้นเป็นหินแข็ง
รอยเท้าไดโนเสาร์เกิดจากอะไร? ความจริงแล้วไดโนเสาร์ไม่ได้เหยียบลงบนหินแข็งจนเกิดรอยเท้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ร่องรอยเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณดังกล่าวยังเป็นพื้นดินโคลนหรือทรายที่มีความชื้นเหมาะสม เช่น ริมแม่น้ำ ที่ราบน้ำท่วมถึง หรือบริเวณใกล้แหล่งน้ำในอดีต
เมื่อไดโนเสาร์เดินผ่าน น้ำหนักตัวจะกดลงบนตะกอนที่ยังอ่อนนุ่ม ทำให้เกิดรอยบุ๋มเป็นรูปร่างของฝ่าเท้าและนิ้วเท้า หากตะกอนมีความชื้นพอเหมาะ รอยประทับก็อาจคงรูปอยู่ได้โดยไม่ยุบตัวหรือถูกน้ำชะล้างทันที
หมายเหตุ : ในทางธรณีวิทยาจะเรียกรอยเหยียบประทับของสัตว์ที่กลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ว่า "รอยตีน" (ไม่ใช่คำหยาบ) เช่น รอยตีนไดโนเสาร์ ส่วนคำว่า "รอยเท้า" ใช้กับมนุษย์
หลังจากนั้น หากมีตะกอนชุดใหม่เข้ามาปกคลุมรอยเท้าโดยไม่ทำลายรูปร่างเดิม ร่องรอยดังกล่าวก็มีโอกาสถูกเก็บรักษาไว้ใต้ชั้นดิน และค่อยๆ กลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ในเวลาต่อมา
ในทางธรณีวิทยา รอยเท้าเหล่านี้จัดเป็น "ซากดึกดำบรรพ์ร่องรอย" (Trace Fossil) ซึ่งแตกต่างจากซากดึกดำบรรพ์ประเภทกระดูกหรือฟัน เพราะเป็นหลักฐานที่แสดงถึงกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในอดีต ไม่ใช่ชิ้นส่วนร่างกายโดยตรง
เปิด 4 ขั้นตอน รอยเท้าไดโนเสาร์กลายเป็นหินได้อย่างไร
1. ไดโนเสาร์เหยียบลงบนตะกอนอ่อน
ไดโนเสาร์เดินผ่านพื้นโคลนหรือทรายเปียกชื้น ทำให้น้ำหนักตัวกดทับจนเกิดรอยเท้า หากพื้นดินไม่เหลวหรือแห้งเกินไป รอยประทับจะมีโอกาสคงรูปร่างได้ชัดเจน
2. รอยเท้าคงรูปและเริ่มแข็งตัว
เมื่อน้ำในตะกอนลดลง พื้นดินอาจเริ่มแน่นและแข็งตัว ช่วยรักษารูปร่างของรอยเท้าไว้ อย่างไรก็ตาม รอยเท้าไม่จำเป็นต้องแห้งสนิทเสมอไป สิ่งสำคัญคือต้องไม่ถูกทำลายก่อนมีตะกอนใหม่มาปิดทับ
3. ตะกอนทับถมจนกลายเป็นหิน
ตะกอนจากน้ำหรือกระบวนการธรรมชาติค่อยๆ สะสมปิดทับรอยเท้า เมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนถูกกดอัดและมีแร่ธาตุช่วยเชื่อมประสานเม็ดตะกอน จนกลายเป็นหินตะกอน เช่น หินทรายหรือหินโคลน และเก็บรักษาร่องรอยเอาไว้ภายใน
4. การกัดเซาะเผยรอยเท้าขึ้นมาอีกครั้ง
หลังผ่านไปหลายล้านปี การยกตัวของชั้นหินและการกัดเซาะจากฝน ลม หรือกระแสน้ำ อาจทำให้ชั้นหินที่ปิดทับค่อยๆ สึกกร่อน จนรอยเท้าโบราณปรากฏบนพื้นผิวและถูกค้นพบในปัจจุบัน
ไขปริศนา! ทำไมรอยเท้าไดโนเสาร์จึงอยู่ได้นานกว่า 100 ล้านปี
เหตุผลสำคัญคือ รอยเท้าไดโนเสาร์ที่พบในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงรอยบุ๋มบนดินธรรมดา แต่เป็นร่องรอยที่ถูกเก็บรักษาไว้ในชั้นหินตะกอน ซึ่งมีความแข็งแรงและทนทานกว่าดินโคลนทั่วไป อีกทั้งการถูกฝังอยู่ใต้ชั้นตะกอนเป็นเวลายาวนาน ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะจากลม ฝน และกระแสน้ำ ทำให้รอยเท้ามีโอกาสคงสภาพอยู่ได้นับร้อยล้านปี
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่รอยเท้าไดโนเสาร์ทุกแห่งจะกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้ เพราะรอยส่วนใหญ่อาจถูกน้ำชะล้างหรือสัตว์อื่นเหยียบซ้ำก่อนมีตะกอนปิดทับ แม้รอยเท้าจะกลายเป็นหินแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะคงอยู่ตลอดไป เนื่องจากเมื่อชั้นหินถูกเปิดเผยสู่พื้นผิวอีกครั้ง การผุพังและการกัดเซาะตามธรรมชาติยังสามารถทำให้ร่องรอยเหล่านี้ค่อยๆ เสื่อมสภาพหรือสูญหายได้เช่นกัน
คุณค่าของ "รอยเท้าไดโนเสาร์" บอกอะไรเกี่ยวกับโลกในอดีตได้บ้าง
รอยเท้าไดโนเสาร์ไม่ได้มีคุณค่าเพียงการยืนยันว่าเคยมีสัตว์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น แต่ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมในอดีตได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การวัดระยะห่างระหว่างรอยเท้าสามารถช่วยประมาณลักษณะการเดินและความเร็วในการเคลื่อนที่ ส่วนการพบรอยเท้าหลายแนวในพื้นที่เดียวกัน อาจนำไปสู่การศึกษาว่าสัตว์เหล่านั้นเดินผ่านบริเวณเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหรือไม่
นอกจากนี้ รูปแบบของรอยเท้ายังอาจให้เบาะแสเกี่ยวกับการลงน้ำหนัก การเคลื่อนไหว และลักษณะของพื้นดินในอดีต อย่างไรก็ตาม การสรุปพฤติกรรมที่ซับซ้อน เช่น การล่าเหยื่อหรือการอยู่รวมกันเป็นฝูง จำเป็นต้องมีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติม ไม่สามารถยืนยันจากรอยเท้าเพียงรอยเดียวได้
ทั้งนี้ รอยเท้าไดโนเสาร์ถือเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่มีคุณค่าและไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำ ขูดขีด หรือสัมผัสในลักษณะที่อาจทำให้พื้นผิวเสียหาย เพื่อรักษาร่องรอยจากอดีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเรียนรู้ต่อไป
ที่มาของข้อมูล : กรมทรัพยากรธรณี


