เวลาฝนตกหนักหรือเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง บางพื้นที่อาจพบก้อนน้ำแข็งขนาดเล็กตกลงมาพร้อมสายฝน ซึ่งก็คือ “ลูกเห็บ” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในเมฆพายุที่มีกระแสลมยกตัวรุนแรง แม้ประเทศไทยจะมีอากาศร้อน แต่ก็สามารถเกิดลูกเห็บตกได้ เพราะบริเวณส่วนบนของเมฆมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในประเทศไทยมักพบลูกเห็บในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในฤดูร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม และพบได้บ่อยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จากเหตุฝนฟ้าคะนองในกรุงเทพฯ วันนี้ (1 ต.ค.) ทำให้มีรายงาน “ลูกเห็บตก”  ในหลายพื้นที่โซนลาดพร้าว-จตุจักร-รัชดาภิเษก และโชคชัย 4 ไทยรัฐออนไลน์ชวนรู้จัก “ลูกเห็บ” เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมมักมาพร้อมพายุฝนฟ้าคะนอง อันตรายแค่ไหน พร้อมไขข้อสงสัย ลูกเห็บที่ตกลงมา เก็บมากินได้หรือไม่

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ทำความรู้จัก “ลูกเห็บ” คืออะไร ต่างจาก “หิมะ” อย่างไร

“ลูกเห็บ” (ภาษาอังกฤษ : Hail) คือหยาดน้ำฟ้าที่ตกลงมาจากเมฆในรูปของก้อนหรือชิ้นน้ำแข็ง โดยลูกเห็บมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ประมาณ 5 มิลลิเมตรขึ้นไป ส่วนก้อนลูกเห็บโดยทั่วไปมีขนาดประมาณ 5-50 มิลลิเมตร แต่บางครั้งอาจมีขนาดใหญ่กว่านั้นได้

เมื่อผ่าก้อนลูกเห็บออก บางก้อนอาจเห็นชั้นน้ำแข็งใสสลับกับชั้นน้ำแข็งขุ่น เนื่องจากก้อนน้ำแข็งเติบโตจากการสะสมของหยดน้ำที่เย็นจัดภายในเมฆหลายครั้งก่อนตกลงสู่พื้น

ลูกเห็บจึงแตกต่างจาก “หิมะ” แม้ทั้งคู่จะเป็นหยาดน้ำฟ้าในสถานะของแข็ง โดยลูกเห็บเกิดขึ้นภายในเมฆพายุที่มีกระแสลมยกตัวแรง ส่วนหิมะมีกระบวนการก่อตัวจากผลึกน้ำแข็งในเมฆภายใต้สภาพอากาศที่แตกต่างออกไป

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ไขข้อสงสัย “ลูกเห็บ” เกิดขึ้นได้อย่างไร

ลูกเห็บมักเกิดภายในเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ซึ่งเป็นเมฆขนาดใหญ่ที่พัฒนาตัวสูงในแนวดิ่ง ภายในมีกระแสอากาศไหลขึ้น (Updraft) ที่สามารถพาหยดน้ำขึ้นไปยังบริเวณส่วนบนของเมฆซึ่งมีอุณหภูมิต่ำมาก

กระบวนการเกิดลูกเห็บอธิบายอย่างง่ายได้ดังนี้

  1. อากาศอุ่นและชื้นบริเวณใกล้พื้นดินลอยตัวขึ้นสูง จนเกิดเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่

  2. กระแสลมยกตัวภายในเมฆพาหยดน้ำขึ้นไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

  3. หยดน้ำแข็งตัวและกลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดเล็ก

  4. ก้อนน้ำแข็งชนกับหยดน้ำเย็น ซึ่งยังอยู่ในสถานะของเหลวแม้อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง หยดน้ำเหล่านี้จะแข็งตัวเกาะบนผิว ทำให้ก้อนลูกเห็บใหญ่ขึ้น

  5. กระแสลมแรงอาจพาลูกเห็บวนขึ้นลงภายในเมฆ ทำให้สะสมชั้นน้ำแข็งเพิ่มขึ้นได้อีก

  6. เมื่อลูกเห็บมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่กระแสลมยกตัวจะพยุงไว้ หรือกระแสลมอ่อนกำลังลง ลูกเห็บจึงตกลงสู่พื้น

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ทำไมพายุฝนฟ้าคะนองถึงทำให้เกิด “ลูกเห็บ”

ฝนตกหนักไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีลูกเห็บตกเสมอไป แต่ฝนตกหนักและลูกเห็บสามารถเกิดจากระบบพายุฝนฟ้าคะนองเดียวกันได้ โดยเฉพาะเมื่อเมฆคิวมูโลนิมบัสพัฒนาตัวสูงมากและมีกระแสลมยกตัวรุนแรง

เมฆชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงได้หลายอย่างพร้อมกัน เช่น ฝนตกหนัก ลมกระโชก ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และลูกเห็บ ดังนั้น หากช่วงที่ฝนตกหนักมีลูกเห็บตกด้วย จึงเป็นสัญญาณว่าภายในเมฆพายุมีการเคลื่อนที่ของอากาศในแนวดิ่งที่รุนแรงพอที่จะสร้างและพยุงก้อนลูกเห็บไว้ก่อนตกลงมา

“ลูกเห็บตก” อันตรายไหม เตือน! อย่าเก็บมากินเด็ดขาด

ลูกเห็บอาจเป็นอันตรายได้ โดยระดับความเสียหายขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนลูกเห็บ ความเร็วขณะตก และความรุนแรงของพายุ ลูกเห็บขนาดใหญ่อาจสร้างความเสียหายต่อหลังคาบ้าน กระจก รถยนต์ เครื่องบิน พืชผลทางการเกษตร รวมถึงทำให้คนและสัตว์ได้รับบาดเจ็บได้

นอกจากนี้ ลูกเห็บมักเกิดร่วมกับพายุฝนฟ้าคะนอง จึงไม่ได้มีเฉพาะอันตรายจากก้อนน้ำแข็งเท่านั้น แต่อาจมีความเสี่ยงจากฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักร่วมด้วย หากพบลูกเห็บตกจึงควรเข้าไปอยู่ในอาคารที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งหรือใต้ต้นไม้ และไม่ควรออกไปเก็บลูกเห็บในขณะที่พายุยังไม่สงบ

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

แม้ลูกเห็บตกจะมีลักษณะเป็นก้อนน้ำแข็ง แต่ไม่แนะนำให้เก็บลูกเห็บที่ตกมากิน เนื่องจากลูกเห็บเป็นหยาดน้ำฟ้าจากธรรมชาติและไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตหรือควบคุมคุณภาพแบบน้ำแข็งสำหรับบริโภค อาจทำให้ได้รับเชื้อโรค สารเคมี ฝุ่น ควัน หรืออนุภาคต่างๆ จากอากาศ และอาจปนเปื้อนเพิ่มเติมเมื่อสัมผัสหลังคา พื้นดิน หรือพื้นผิวอื่นๆ

ดังนั้น หากลูกเห็บตกลงบนพื้น ถนน หลังคา หรือบริเวณที่สกปรก ก็ยิ่งมีโอกาสปนเปื้อนเพิ่มขึ้น การที่ก้อนลูกเห็บดูใสหรือสะอาดจึงไม่สามารถใช้ยืนยันได้ว่าปลอดภัยสำหรับรับประทาน ดังนั้น หากอยากกินน้ำแข็ง ควรเลือกน้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดและได้มาตรฐานสำหรับการบริโภคจะปลอดภัยกว่า

ข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา