น้ำลดแล้ว แต่ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่งเริ่มต้น สำหรับใครที่บ้าน รถ หรือทรัพย์สินได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อย่าเพิ่งถอดใจกวาดทุกอย่างทิ้ง เพราะคุณยังมีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชย ทั้งจาก “ประกันภัย” และ “เงินเยียวยาจากภาครัฐ”
โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือไว้อย่างชัดเจน นี่คือคู่มือสรุปสเต็ปการเคลมแบบเข้าใจง่าย เตรียมเอกสารให้พร้อมแล้วไปยื่นเรื่องกันได้เลย
วิธีเคลมประกันและเงินเยียวยารัฐฯ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
- กฎเหล็กก่อนเริ่มทำความสะอาด “ถ่ายรูปให้ครบ ห้ามเพิ่งทิ้งของพัง”
ก่อนจะเริ่มจับไม้กวาดทำบิ๊กคลีนนิ่ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเก็บหลักฐานให้เป๊ะที่สุด ขอแนะนำให้ถ่ายรูปและคลิปวิดีโอสภาพความเสียหายให้ชัดเจนทุกมุม ทั้งสภาพภายนอก ภายใน ระดับคราบน้ำบนกำแพง เฟอร์นิเจอร์ที่บวมน้ำ และรถยนต์ที่ต้องถ่ายให้เห็นป้ายทะเบียนอย่างชัดเจน ที่สำคัญคืออย่าเพิ่งรีบทิ้งซากความเสียหายหรือสิ่งของที่พังไป ควรเก็บไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐหรือตัวแทนบริษัทประกันลงพื้นที่มาประเมินสภาพความเป็นจริงได้อย่างถูกต้อง
- ขอรับ “เงินเยียวยาน้ำท่วมจากรัฐบาล” (อิงตามหลักเกณฑ์พื้นที่ กทม.)
หากบ้านของคุณอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือหากเป็นที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำท่วมถึงพื้นที่พักอาศัยและได้รับความเสียหาย โดยต้องมีหนังสือรับรองจากสำนักงานเขตระบุว่าเป็น “อุทกภัย” อย่างชัดเจน ซึ่งในกรณีที่เป็นบ้านเช่า ผู้เช่าจะเป็นผู้ได้รับสิทธิ์นี้
สำหรับวงเงินความช่วยเหลือที่รัฐกำหนดไว้ครอบคลุมหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ค่าซ่อมแซมบ้านที่จ่ายตามความเสียหายจริงในส่วนของวัสดุโครงสร้างอาคารสูงสุดไม่เกิน 49,500 บาทต่อหลัง ส่วนใครที่ต้องหาที่อยู่ใหม่ชั่วคราว จะมีค่าที่พักหรือค่าเช่าบ้านให้ครอบครัวละไม่เกิน 3,000 บาท (หากเสียหายทั้งหลังจะได้สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน) นอกจากนี้ยังมีค่าดำรงชีพเบื้องต้น 1,900 บาทสำหรับบ้านที่เสียหายบางส่วน และ 3,800 บาทสำหรับบ้านที่เสียหายทั้งหลัง
ไม่เพียงแค่นั้น หากเครื่องมือทำมาหากินหลักพังจนประกอบอาชีพไม่ได้ ยังสามารถเบิกเงินทุนประกอบอาชีพได้ไม่เกิน 11,400 บาทต่อครอบครัว
กรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จะมีเงินปลอบขวัญ 2,300 บาทต่อราย พร้อมเบิกค่ารักษาพยาบาลตามจริง (ผู้ป่วยนอกไม่เกิน 2,000 บาท และผู้ป่วยในไม่เกิน 4,000 บาท) และหากโชคร้ายมีผู้เสียชีวิต จะมีค่าจัดการศพให้ 29,700 บาทต่อราย ซึ่งหากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้หารายได้หลักก็จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 29,700 บาทด้วย
เอกสารหลักฐานที่ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการยื่นเรื่อง มีดังนี้
- แบบสอบข้อเท็จจริงผู้ประสบอุทกภัย
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (ที่ยังไม่หมดอายุ) และสำเนาทะเบียนบ้าน
- หนังสือรับรองผู้ประสบภัยและบัญชีความเสียหาย (แบบ บส.3)
- รูปภาพความเสียหายประกอบการพิจารณา
- เอกสารเพิ่มเติมตามแต่ละกรณี เช่น บันทึก ปค.14, สำเนาใบบันทึกประจำวันจากตำรวจ, ใบรับรองแพทย์, ใบมรณบัตร, สัญญาเช่า หรือใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
วิธีเคลม "ประกันภัย" บ้าน และรถยนต์ หลังน้ำท่วม
สำหรับคนที่มีประกันภัย นี่คือเวลาสำคัญในการหยิบกรมธรรม์มาปัดฝุ่นและเช็กสิทธิ์ของคุณให้ละเอียด หลายคนมักไม่รู้ว่าประกันอัคคีภัยบ้านบางฉบับมีการระบุความคุ้มครองในหมวด “ภัยน้ำท่วม” หรือภัยธรรมชาติพ่วงมาด้วย ซึ่งมักจะมีวงเงินจำกัดหรือจ่ายตามจริง
ดังนั้นให้รีบติดต่อ Call Center ของบริษัทประกันเพื่อแจ้งเรื่อง ส่งรูปถ่าย และลิสต์รายการสิ่งของที่เสียหายทันที ส่วนกรณีของประกันรถยนต์ หากรถจมน้ำและคุณทำประกันชั้น 1 ไว้ จะได้รับความคุ้มครองแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นประกันชั้น 2+ หรือ 3+ จะต้องกางกรมธรรม์ดูให้แน่ชัดว่าได้ซื้อความคุ้มครองเสริมเรื่องภัยธรรมชาติหรือน้ำท่วมเอาไว้หรือไม่
ทริกเสริมการเก็บใบเสร็จไว้ลดหย่อนภาษี
อีกหนึ่งทริกที่ไม่อยากให้พลาดคือ ทุกครั้งที่มีการจ้างช่างมาซ่อมแซมบ้าน ซื้อวัสดุก่อสร้าง หรือนำรถเข้าอู่ซ่อม อย่าลืมขอ “ใบเสร็จรับเงินแบบเต็มรูปหรือใบกำกับภาษี” เก็บไว้เสมอ เพราะรัฐบาลมักจะมีมาตรการเยียวยาต่อเนื่องออกมาช่วยเหลือ โดยอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมบ้านและรถที่โดนน้ำท่วม ไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีถัดไปได้
แม้การเดินเรื่องเอกสารอาจจะดูจุกจิกและใช้เวลาไปบ้าง แต่สิทธิ์เหล่านี้คือเงินก้อนสำคัญที่จะช่วยต่อทุนในการฟื้นฟูชีวิตและที่อยู่อาศัยหลังวิกฤตน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ลองรวมกลุ่มไลน์กับเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน หรือติดตามข่าวสารจากสำนักงานเขตอย่างใกล้ชิด จะได้เตรียมตัวยื่นเอกสารได้ทันเวลาและไม่ตกหล่นสิทธิ์ของตัวเอง