กลายเป็นภาพดราม่าและน่าเห็นใจไปพร้อมกัน เมื่อ "เนเน่ รอยัล" แชมป์รายการ America's Got Talent (AGT) ชาวไทยคนแรก เดินทางกลับถึงประเทศไทยด้วยสภาพร่างอ่อนเพลีย มีสีหน้าเหนื่อยล้า แต่กลับมีกระแสดราม่าในหมู่ชาวเน็ตไทยว่าเนเน่ “ดังแล้วหยิ่ง” “ลืมตัว” “ทำไมไม่ยิ้ม”
ซึ่งอาการง่วงเหงาหาวนอน สมองเบลอ หลังการเดินทางข้ามทวีปเช่นนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่เรียกว่า อาการ Jet Lag หรือ ภาวะเมาเวลา นั่นเอง
ทำไมการบินข้ามทวีป ถึงทำให้นาฬิกาชีวิต "รวน"?
อาการ Jet Lag (เจ็ทแลก) หรือโรคปรับเวลาผิดเขต คือภาวะที่นาฬิกาชีวภาพในร่างกาย ทำงานไม่สอดคล้องกับเวลาท้องถิ่นของสถานที่ที่เราไปถึง โดยปกติต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและไทยมีเวลาต่างกันมากถึง 11–14 ชั่วโมง ทำให้สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน สับสนว่าช่วงไหนควรนอนและช่วงไหนควรตื่น
เมื่อเดินทางข้ามทวีป ร่างกายจึงเกิดปฏิกิริยาต่อต้านโดยธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ดังนี้
- นอนไม่หลับในเวลากลางคืน รู้สึกตื่นตัวเมื่อถึงเวลาต้องนอนของเมืองไทย
- ง่วงนอนอย่างรุนแรงในเวลากลางวัน สมองประมวลผลช้า ลืมง่าย และเบลอ
- ระบบย่อยอาหารปั่นป่วน ท้องอืด ท้องผูก หรือหิวผิดเวลา
- อ่อนเพลียสะสมและอารมณ์หงุดหงิดง่าย เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) เพิ่มขึ้น
ข้อควรทำ และ ข้อห้ามทำ เมื่อต้องรับมือ Jet Lag
สิ่งที่ควรทำ (Do) | สิ่งที่ไม่ควรทำ (Don't) |
| รับแสงแดดธรรมชาติตอนเช้า เพื่อกระตุ้นให้สมองหยุดหลั่งเมลาโทนิน | นอนซมทั้งวัน แม้จะง่วงแค่ไหน ให้ฝืนตื่นจนถึงเวลานอนจริง |
| จิบน้ำเปล่าสม่ำเสมอ เพื่อลดภาวะร่างกายขาดน้ำจากการเดินทาง | ดื่มแอลกอฮอล์หรือกาแฟเข้มๆ ก่อนนอน เพราะทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง |
| ปรับนาฬิกาข้อมือทันทีที่ขึ้นเครื่อง เพื่อสร้างจิตวิทยาปรับตัว | รับประทานอาหารมื้อหนักช่วงดึก ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก |
| ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินหรือยืดสาย เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด | โหมทำงานหนักทันทีที่แลนดิ้ง โดยไม่เผื่อเวลาให้ร่างกายพักผ่อน |
5 วิธีฟื้นฟูร่างกายจาก Jet Lag ให้กลับมาฟิตเร็วขึ้น
- ใช้แสงแดดเป็นตัวช่วยปรับนาฬิกาชีวิต หากเดินทางจากตะวันตกมาตะวันออก (เช่น อเมริกากลับไทย) การออกไปรับแสงแดดยามเช้าจะช่วยส่งสัญญาณให้สมองปรับเวลาได้เร็วขึ้น
- ปรับเวลาการนอนล่วงหน้า ก่อนเดินทาง 2-3 วัน ควรปรับร่างกายด้วยการนอนและตื่นให้เร็วขึ้นหรือช้าลงวันละ 1-2 ชั่วโมงตามทิศทางของประเทศเป้าหมาย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ความชื้นในห้องโดยสารเครื่องบินต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำและส่งเสริมให้ Jet Lag รุนแรงขึ้น การดื่มน้ำเปล่าตลอดการเดินทางจึงสำคัญมาก
- หลีกเลี่ยงยานอนหลับโดยไม่จำเป็น แม้จะช่วยให้หลับบนเครื่องบินได้ แต่ยานอนหลับไม่ได้ช่วยปรับนาฬิกาชีวิตจริง และอาจทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกมึนงงกว่าเดิม
- เสริมอาหารจำพวกโปรตีนในมื้อเช้า ทานไข่หรือถั่วในมื้อเช้าเพื่อเพิ่มพลังงาน และเน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในมื้อเย็นเพื่อช่วยให้หลับสบายขึ้น
อาการอ่อนเพลียจาก Jet Lag แบบที่ "เนเน่ รอยัล" หรือนักเดินทางหลายคนเจอนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกายที่ต้องใช้เวลาปรับตัวเฉลี่ยวันละ 1-1.5 ชั่วโมงต่อเขตโซนเวลาที่เปลี่ยนไป เพียงเข้าใจกลไกนาฬิกาชีวิต ดูแลการกิน การนอน และเปิดรับแสงแดดอย่างเหมาะสม ร่างกายก็จะกลับมาฟิตพร้อมลุยงานได้อย่างรวดเร็ว


