ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่สร้างความเสียหายให้รถยนต์จำนวนมาก สำหรับผู้ที่มีประกันภัย การรีบแจ้งเคลมทันทีเมื่อเกิดเหตุเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อรักษาสิทธิและได้รับการดูแลตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างครบถ้วน
เรารวมเบอร์โทรศัพท์สายด่วนสำหรับแจ้งเคลมประกันรถยนต์จากบริษัทชั้นนำ อัปเดตล่าสุด สามารถโทรติดต่อประสานงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
เซฟเก็บไว้เลย รวมเบอร์สายด่วนเคลมประกันรถยนต์ ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนนเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้ใช้รถที่มีประกันภัย การมีเบอร์ติดต่อสายด่วนติดตัวไว้จะช่วยให้แจ้งเคลมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ไทยรัฐออนไลน์รวมเบอร์โทรศัพท์สายด่วนของบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งประเมินความเสียหายและเข้าดูแลได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุไว้ดังนี้
- วิริยะประกันภัย โทร. 1557
- อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย โทร. 1292
- เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (MSIG) โทร. 1259
- ประกันภัยไทยวิวัฒน์ โทร. 1231
- เมืองไทยประกันภัย โทร. 1484
- แอลเอ็มจี ประกันภัย (LMG) โทร. 1790
- กรุงเทพประกันภัย โทร. 1620
- เออร์โกประกันภัย (ERGO) โทร. 1219
- ธนชาตประกันภัย โทร. 1519
- ชับบ์สามัคคีประกันภัย (CHUBB) โทร. 1758 หรือ 02-640-4500
- คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย โทร. 02-257-8080
- ซมโปะ ประกันภัย (SOMPO) โทร. 02-118-7400
- กรุงไทยพานิชประกันภัย (KPI) โทร. 02-624-1111
- ทิพยประกันภัย โทร. 1736 กด 1
- แอกซ่าประกันภัย (AXA) โทร. 02-118-8111
- เทเวศประกันภัย โทร. 1291
- นวกิจประกันภัย โทร. 1748
- เจมาร์ท ประกันภัย โทร. 02-099-0555 กด 1
ข้อแนะนำเบื้องต้นเมื่อรถยนต์ถูกน้ำท่วม
- ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์เด็ดขาด หากน้ำท่วมถึงระดับเครื่องยนต์หรือท่อไอเสีย การสตาร์ตเครื่องอาจทำให้น้ำถูกดูดเข้าไปในระบบห้องเครื่องและสร้างความเสียหายหนักกว่าเดิม
- ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน บันทึกภาพหรือวิดีโอสภาพรถและระดับน้ำที่ท่วมขังอย่างชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัย
- ถอดขั้วแบตเตอรี่ หากมีความรู้และสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ควรปลดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันระบบไฟฟ้าลัดวงจร
- เตรียมเอกสารสำคัญ รวบรวมกรมธรรม์ประกันภัย สำเนาทะเบียนรถ และเอกสารประจำตัว เพื่อความรวดเร็วเมื่อเจ้าหน้าที่ประกันติดต่อกลับ
เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การมีสติและข้อมูลติดต่อบริษัทประกันภัยที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะช่วยให้ประสานงานแจ้งเคลมได้อย่างรวดเร็ว และช่วยบรรเทาความเสียหายในยามวิกฤตได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยของตนเองอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการแจ้งเคลมจะเป็นไปอย่างถูกต้อง และได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาอย่างครบถ้วน