เงินเดือน 15,000 บาท ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไร? หลายคนอาจคิดว่าต้องนำเงินเดือนมาคูณ 3 หรือ 6 เดือนทันที กลายเป็นเงินก้อน 45,000-90,000 บาท แต่ความจริงแล้ว การคำนวณเงินสำรองฉุกเฉินควรดูจาก “รายจ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือน” เป็นหลัก ไม่ใช่ดูจากรายได้เพียงอย่างเดียว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แนะนำว่า ควรมีเงินออมเพื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ รายได้ลดลง หรือตกงาน โดยไม่ต้องรีบกู้เงินหรือหยิบยืมผู้อื่นมาใช้

สูตรคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน 

หลักการมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน ไม่ได้หมายความว่าต้องนำ “เงินเดือน” มาคูณ 3 หรือ 6 โดยตรง แต่ควรคำนวณจากเงินที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละเดือน หากวันหนึ่งรายได้หยุดลงกะทันหัน โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำสูตรคำนวณเบื้องต้นว่า

เงินสำรองฉุกเฉิน = (รายจ่ายจำเป็นต่อเดือน + ภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน) × 3-6 เดือน

เช่น มีเงินเดือน 15,000 บาท แต่มีรายจ่ายจำเป็นและภาระหนี้รวม 7,000 บาทต่อเดือน เงินสำรองสำหรับ 3 เดือนจะอยู่ที่ 21,000 บาท ไม่ใช่ 45,000 บาท

ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็ให้แนวทางใกล้เคียงกัน โดยแนะนำให้มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน และควรเก็บไว้ในแหล่งที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถนำออกมาใช้ได้สะดวก

ทั้งนี้ ก่อนตั้งเป้าเงินฉุกเฉิน ลองถามตัวเองว่า “ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีรายได้ เรายังต้องใช้เงินขั้นต่ำเดือนละเท่าไร เพื่อดำรงชีวิตและชำระหนี้ตามปกติ” ตัวเลขที่ได้จะเป็นฐานสำหรับคำนวณเงินสำรองที่เหมาะกับตัวเอง

เงินเดือน 15,000 บาท ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไร

สมมติว่ามีเงินเดือน 15,000 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายที่สามารถลดหรืองดได้แล้ว เหลือรายจ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ-ไฟ ค่าโทรศัพท์ และภาระผ่อนหนี้ รวมประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน

เมื่อนำมาคำนวณตามหลัก 3-6 เดือน จะได้ดังนี้

  • 10,000 × 3 เดือน = 30,000 บาท
  • 10,000 × 6 เดือน = 60,000 บาท

เท่ากับว่าหากมีรายจ่ายจำเป็นเดือนละ 10,000 บาท อาจตั้งเป้าเงินสำรองฉุกเฉินไว้ประมาณ 30,000-60,000 บาท แต่หากมีรายจ่ายจำเป็นสูงถึง 15,000 บาทต่อเดือน เงินสำรองจะเพิ่มเป็น 45,000-90,000 บาท

ดังนั้น จึงอาจไม่มีคำตอบตายตัวว่า คนเงินเดือน 15,000 บาททุกคนต้องมีเงินฉุกเฉินเท่ากัน เพราะตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ “รายจ่ายจำเป็น” ของแต่ละคน

ตารางเงินสำรองฉุกเฉินตามรายจ่ายต่อเดือน

ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างจากสูตร รายจ่ายจำเป็น × 3-6 เดือน เพื่อช่วยให้เห็นภาพ ไม่ใช่เกณฑ์บังคับว่าทุกคนต้องมีเงินเท่ากัน ชวนลองมาสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเอง แล้วนำมาเทียบกับเป้าหมาย 3-6 เดือนได้ดังนี้

รายจ่ายจำเป็น/เดือน
เงินสำรอง 3 เดือน
เงินสำรอง 6 เดือน
7,000 บาท
21,000 บาท
42,000 บาท
8,000 บาท
24,000 บาท
48,000 บาท
9,000 บาท
27,000 บาท
54,000 บาท
10,000 บาท
30,000 บาท
60,000 บาท
12,000 บาท
36,000 บาท
72,000 บาท
15,000 บาท
45,000 บาท
90,000 บาท

เงินเดือน 15,000 บาท ควรออมเงินฉุกเฉินเดือนละกี่เปอร์เซ็นต์

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่าง “ควรมีเงินฉุกเฉินเท่าไร” กับ “ควรออมเงินฉุกเฉินเดือนละเท่าไร” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

หลักเงินสำรอง 3-6 เดือน ใช้สำหรับคำนวณว่าเราควรมี เงินก้อนเป้าหมาย เท่าไร ส่วนเปอร์เซ็นต์การออม คือจำนวนเงินที่เราจะทยอยเก็บในแต่ละเดือนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น จึงไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องออม 10%, 20% หรือ 30% ของเงินเดือนเท่ากัน

แต่หลักง่ายๆ ที่หลายคนใช้คือ เก็บเงินประมาณ 10% ของเงินเดือน เช่น หากเงินเดือน 15,000 × 10% = ควรเก็บเงิน 1,500 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม การเก็บเงิน 10% ไม่ใช่กฎตายตัว หากออมเดือนละ 1,500 บาทแล้วกระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น สามารถลดจำนวนลงให้เหมาะกับกำลังของตัวเองได้ และหากมีโบนัส รายได้พิเศษ หรือเงินเหลือในบางเดือน ก็สามารถนำมาเติมเงินก้อนนี้เพื่อให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้นได้เช่นกัน

เงินเดือนน้อย ยังไม่มีเงินก้อน เริ่มเก็บอย่างไรดี

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออม เป้าหมายเงินสำรองหลักหมื่นอาจดูไกลเกินเอื้อม แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บให้ครบ 3-6 เดือนในครั้งเดียว สามารถค่อยๆ สะสมและแบ่งเป้าหมายเป็นขั้นตามกำลังของตัวเอง

ตัวอย่าง หากมีรายจ่ายจำเป็นเดือนละ 10,000 บาท อาจแบ่งเป้าหมายเป็น

  • 10,000 บาท เงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายประมาณ 1 เดือน
  • 30,000 บาท เงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายประมาณ 3 เดือน
  • 60,000 บาท เงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายประมาณ 6 เดือน

การเริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ จะช่วยให้การเก็บเงินไม่หนักจนเกินไป เมื่อเก็บครบ 1 เดือนแล้วจึงค่อยขยับไปที่ 3 เดือน และ 6 เดือนตามลำดับ โดยไม่จำเป็นต้องเร่งเก็บจนกระทบค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน

ท้ายที่สุด คนเงินเดือน 15,000 บาท ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยเงินก้อนใหญ่ สิ่งสำคัญคือรู้ว่าแต่ละเดือนตัวเองมี รายจ่ายจำเป็นเท่าไร แล้วค่อยสร้างเงินสำรองจาก 1 เดือน ไปสู่ 3 เดือน และ 6 เดือนตามกำลัง เพื่อให้เมื่อรายได้สะดุดหรือเกิดค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด ยังมีเงินช่วยประคองชีวิตและลดโอกาสต้องก่อหนี้เพิ่ม

อ้างอิงข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)