หากกำลังมองหาที่เที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งเดินเล่นและเปิดโลกประวัติศาสตร์ ลองปักหมุด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพราะภายในพื้นที่แห่งนี้ซ่อน “สมบัติของชาติ” เอาไว้มากมาย ตั้งแต่โบราณวัตถุอายุนับพันปี ไปจนถึงงานศิลปกรรมชั้นสูงที่ผ่านกาลเวลามาหลายยุคสมัย แต่ละชิ้นไม่เพียงงดงามและเก่าแก่ แต่ยังมีเรื่องราวของผู้คน ความเชื่อ และวัฒนธรรมในอดีตซ่อนอยู่
สิ่งที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เพียง “ของเก่า” ที่มีไว้ตั้งชม แต่คือสมบัติทางวัฒนธรรมที่ผ่านกาลเวลามาหลายชั่วอายุคน การอนุรักษ์และเรียนรู้เรื่องราวของโบราณวัตถุเหล่านี้ จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยส่งต่อมรดกของชาติให้คนรุ่นต่อไปได้รู้จักและเห็นคุณค่า
เปิดกรุสมบัติชาติ 10 โบราณวัตถุล้ำค่า เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
1. ตะเกียงโรมัน ร่องรอยการเดินทางข้ามโลก
“ตะเกียงโรมัน” ทำจากสำริด ขุดพบที่ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ตัวตะเกียงมีฝาเป็นรูปไซเลนุส (Silenus) ส่วนด้ามตกแต่งด้วยลายใบปาล์มและปลาโลมาคู่ ปัจจุบันจัดแสดงในห้องเอเชีย อาคารมหาสุรสิงหนาท การพบวัตถุแบบโรมันในดินแดนไทยถือเป็นหลักฐานน่าสนใจที่สะท้อนการเดินทาง การค้า และการติดต่อระหว่างชุมชนโบราณในภูมิภาคนี้กับโลกตะวันตกในอดีต
2. พระคเณศ 4 กร ประติมากรรมจากชวาอายุราวพันปี
“พระคเณศ” จากจันทิสิงหส่าหรี เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประติมากรรมศิลปะชวาตะวันออก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 สูงถึง 172 เซนติเมตร ประทับนั่งบนบัลลังก์กะโหลกมนุษย์ พร้อมลวดลายกะโหลกบนเครื่องประดับหลายส่วน องค์พระถูกนำมาสู่สยามใน พ.ศ. 2439 เมื่อผู้สำเร็จราชการเกาะชวาชาวฮอลันดาน้อมเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันจัดแสดงในห้องศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท
3. พระมหาพิชัยราชรถ งานช่างขนาดยักษ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
“พระมหาพิชัยราชรถ” สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2338 ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 1 มีความยาวรวมงอนรถ 18 เมตร สูง 11.20 เมตร และหนักถึง 13.70 ตัน สร้างขึ้นเพื่อเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกไปถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ก่อนใช้ในพระราชพิธีสำคัญอีกหลายครั้ง จึงเป็นทั้งงานศิลปกรรมชั้นสูงและหลักฐานของราชประเพณีต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในโรงราชรถ
4. พระปัทมปาณีโพธิสัตว์ มรดกศรีวิชัยจากแดนใต้
“พระปัทมปาณีโพธิสัตว์” หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 2 กร เป็นศิลปะศรีวิชัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 พบที่วัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้ปัจจุบันเหลือเพียงท่อนบนของพระวรกาย แต่ยังปรากฏรายละเอียดทางศิลปกรรมให้ศึกษา กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าอาจเป็นองค์เดียวกับที่กล่าวถึงในจารึกจากวัดเวียง และสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศรีวิชัยบริเวณคาบสมุทรภาคใต้กับราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวาภาคกลาง
5. ศิลาจารึกหลักที่ 1 มรดกโลกอันทรงคุณค่า
“ศิลาจารึกหลักที่ 1” หรือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นโบราณวัตถุสำคัญที่หลายคนคุ้นเคยจากหนังสือเรียน โดยรัชกาลที่ 4 ทรงพบที่เนินปราสาทเก่าสุโขทัยราว พ.ศ. 2376 ข้อความกล่าวถึงพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหง เหตุการณ์และธรรมเนียมของเมืองสุโขทัย รวมถึงการประดิษฐ์ตัวอักษรเมื่อ พ.ศ. 1826 จารึกกำหนดอายุไว้ที่ พ.ศ. 1835 และได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโกใน พ.ศ. 2546
6. หลวงพ่อศิลาขาว พุทธศิลป์เก่าแก่ยุคทวารวดี
“หลวงพ่อศิลาขาว” เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 มีความพิเศษตรงที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนโบราณทั้งหมด 5 ส่วน พระเศียรและบั้นพระองค์มาจากวัดพระยากง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนพระอุระ พระเพลา และพระบาทมาจากวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม ช่างโบราณใช้เทคนิคเข้าสลักลิ่มเพื่อยึดชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ปัจจุบันจัดแสดงภายในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
7. พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญแห่งวังหน้า
“พระพุทธสิหิงค์” เป็นพระพุทธรูปสำริดกะไหล่ทอง ศิลปะสุโขทัย-ล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ตามตำนานเคยประดิษฐานในเมืองสำคัญหลายแห่ง ทั้งนครศรีธรรมราช สุโขทัย กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ และพระนครศรีอยุธยา กระทั่ง พ.ศ. 2338 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงอัญเชิญจากเชียงใหม่มายังพระนคร และประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า”
8. พระอิศวรสำริด ร่องรอยคติพราหมณ์ในสุโขทัย
“พระอิศวรสำริด” เป็นประติมากรรมสมัยสุโขทัย อายุประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 20 และเป็นหลักฐานสำคัญของคติพราหมณ์-ฮินดูในสังคมสุโขทัย ตามประวัติระบุว่ารับมาจากเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพฯ กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าอาจเป็น “พระมเหศวร” ที่กล่าวถึงในจารึกวัดป่ามะม่วง ซึ่งพญาลิไทโปรดให้ประดิษฐานคู่กับพระวิษณุใน พ.ศ. 1893 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในห้องสุโขทัย
9. พระหายโศก พุทธศิลป์แห่งยุคทองล้านนา
“พระหายโศก” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนาแบบสิงห์หนึ่ง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ซึ่งตรงกับช่วงยุคทองของล้านนา ลักษณะเด่นคือประทับขัดสมาธิเพชร พระวรกายอวบ และฐานบัวประดับลายพฤกษากับช่อดอกโบตั๋น ชื่อ “หายโศก” เชื่อมโยงกับธรรมเนียมการตั้งชื่อพระพุทธรูปของล้านนาที่สื่อถึงการขจัดเคราะห์ภัยและความทุกข์โศก เดิมเป็นของหลวงและใช้ในพระราชพิธี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในห้องล้านนา
10. พระที่นั่งบุษบกเกริน มรดกวิจิตรแห่งวังหน้า
“พระที่นั่งบุษบกเกริน” หรือบุษบกราชบัลลังก์ สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นพระที่นั่งไม้ทรงบุษบก ตกแต่งงานแกะสลักรูปยักษ์ ครุฑ และเทพนม พร้อมปิดทองประดับกระจกอย่างวิจิตร สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงใช้เมื่อเสด็จออกรับขุนนางหรือออกว่าราชการ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ประดิษฐานเป็นประธานภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ถือเป็นมรดกที่สะท้อนทั้งประวัติศาสตร์วังหน้าและฝีมืองานช่างรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ใครที่อยากสัมผัสประวัติศาสตร์จากของจริง ลองหาเวลาไปเดินชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการ วันพุธ - อาทิตย์ เวลา 08.30-16.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร) แล้วตามหาโบราณวัตถุทั้ง 10 รายการด้วยตัวเอง เพราะบางครั้งการได้ยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งของที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยนับพันปี อาจทำให้ประวัติศาสตร์ที่เคยอยู่เพียงในตำรา กลับมามีชีวิตและใกล้ตัวกว่าที่คิด
ขอบคุณภาพและข้อมูล : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร