ช่วงนี้คำว่า “กรุงเทพฯ Native” กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ หลังชาวเน็ตพากันทำเช็กลิสต์วัดระดับความเป็นคนกรุงเทพฯ ตัวจริงผ่านพฤติกรรมที่คนใช้ชีวิตในเมืองน่าจะคุ้นเคยกันดี ตั้งแต่บอกระยะทางเป็นนาที ยืนบน BTS หรือ MRT โดยไม่จับราว ไปจนถึงเรียกซื้ออาหารธรรมดาในราคาแพงเกินจริง
แต่ถ้าจะเพิ่มข้อสอบวัดความเป็นคนกรุงเทพฯ Native อีกสักข้อ คำถามที่น่าสนใจอาจเป็นว่า “หนึ่งวันในกรุงเทพฯ คุณหมดเงินไปเท่าไร?” เพราะต้นทุนของการใช้ชีวิตในเมืองหลวงไม่ได้มีแค่เวลาที่เสียไปกับรถติดหรือการเดินทางหลายต่อ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วก็สะท้อนให้เห็นว่า “ค่าครองชีพสูง” เป็นอีกหนึ่งความจริงที่คนกรุงเทพฯ ต้องรับมือในทุกวัน
เปิดรายได้เฉลี่ยของคนกรุงเทพฯ เมื่อ “มีงานทำ” อาจยังไม่พอกับค่าครองชีพ
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า กรุงเทพฯ มีประชากรที่อยู่ในกำลังแรงงานประมาณ 5.88 ล้านคน และมีอัตราว่างงานเพียงร้อยละ 0.75 สะท้อนว่าแม้คนส่วนใหญ่มีงานทำ แต่การมีงานทำไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีรายได้เพียงพอกับค่าครองชีพในกรุงเทพฯ
เมื่อดูข้อมูลด้านรายได้จากการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2568 พบว่า ลูกจ้างในกรุงเทพฯ มีรายได้เฉลี่ย 21,565 บาทต่อเดือน โดยลูกจ้างในระบบมีรายได้เฉลี่ย 21,737 บาท ขณะที่ลูกจ้างนอกระบบอยู่ที่ 11,722 บาทต่อเดือน แสดงให้เห็นถึงช่องว่างรายได้ระหว่างแรงงานทั้งสองกลุ่ม
นอกจากนี้ ผู้มีงานทำในกรุงเทพฯ ร้อยละ 24.7 อยู่ในกลุ่มพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้า ขณะที่เกือบร้อยละ 20 ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แม้ตัวเลขนี้จะรวมผู้ประกอบการและผู้ที่ทำงานล่วงเวลา แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว ก็สะท้อนว่าแค่มีงานทำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรายได้ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ
ราคาที่ต้องจ่ายในการเป็นมนุษย์เงินเดือน “กรุงเทพฯ Native” ใน 1 วัน หมดเงินไปกับค่าอะไรบ้าง
“แค่ตื่นมาก็เสียเงินแล้ว...” อาจเป็นประโยคที่อธิบายชีวิตคนทำงานในกรุงเทพฯ ได้ไม่เกินจริง เพราะตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านไปจนถึงเดินทางกลับ ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร กาแฟ และของกินระหว่างวัน
ไทยรัฐออนไลน์ ชวนมาเปิดบิลจำลองค่าใช้จ่าย 1 วันของมนุษย์เงินเดือนคนทำงานในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตทั่วไป ไม่ได้กินหรูหรือช็อปปิงเป็นพิเศษ เพื่อดูว่าตั้งแต่ออกจากบ้านจนกลับถึงบ้าน ในหนึ่งวันต้องเตรียมเงินไว้ประมาณเท่าไร
หมายเหตุ : ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคนอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ ขึ้นอยู่กับระยะทาง วิธีการเดินทาง ค่าอาหาร รวมถึงไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนบุคคล
เวลา 07.00 น. ออกจากบ้าน ค่าเดินทาง 60-120 บาท
บิลแรกของวันเริ่มขึ้นตั้งแต่ออกจากบ้าน ค่าเดินทางแตกต่างกันตามระยะทางและวิธีเดินทาง โดยเฉพาะคนที่ต้องต่อรถหลายทอด ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือวินมอเตอร์ไซค์ ค่าเดินทางขาเดียวจึงอาจแตะหลักร้อยบาท ส่วนคนที่ขับรถไปทำงานเองก็ต้องมีค่าน้ำมัน รวมถึงค่าทางด่วนหรือค่าจอดรถ
เวลา 09.00 น. กาแฟแก้วแรก 70-100 บาท
ก่อนเริ่มงาน หลายคนแวะซื้อกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มแก้วโปรด แม้ราคาต่อแก้วจะอยู่ที่หลักสิบ แต่หากซื้อเป็นประจำทุกวันทำงาน เมื่อรวมทั้งเดือนก็อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายหลักพันบาท
เวลา 12.00 น. มื้อกลางวัน 80-120 บาท
มื้อกลางวันของคนทำงานมักเน้นความสะดวกและรวดเร็ว อาหารจานเดียวหรือศูนย์อาหารอาจเริ่มต้นที่หลักสิบ แต่หากรวมเครื่องดื่มหรือของหวาน ค่าใช้จ่ายต่อมื้อก็อาจแตะหลักร้อยได้ไม่ยาก
เวลา 14.00 น. เครื่องดื่มหรือของกินเล่น 40-80 บาท
ช่วงบ่ายอาจมีรายจ่ายเพิ่มจากกาแฟ ชา ขนม ของกินเล่น หรือซื้อของกินจุบจิบจากร้านสะดวกซื้อ เตรียมไว้กินยามบ่าย แม้ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่ก็เป็นหนึ่งในบิลเล็กๆ ที่ทำให้ยอดใช้จ่ายระหว่างวันเพิ่มขึ้น
เวลา 18.00 น. มื้อเย็น 100-300 บาท
มื้อเย็นอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามื้อกลางวัน เพราะไม่ต้องเร่งรีบ หลายคนเลือกกินร้านอาหารในห้าง นัดกินข้าวกับเพื่อนหลังเลิกงาน หรือหากเลือกสั่งเดลิเวอรี เมื่อรวมค่าอาหาร ค่าจัดส่ง และค่าบริการแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อมื้อก็อาจเกินหลักร้อยบาทได้
เวลา 19.00 น. เดินทางกลับบ้าน 60-120 บาท
ปิดท้ายวันด้วยค่าเดินทางกลับบ้านอีกหนึ่งเที่ยว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับขาไป และมีโอกาสเพิ่มขึ้นในวันที่ฝนตก เลิกงานดึก หรือต้องเรียกแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชันแทนการใช้ขนส่งสาธารณะ
เมื่อนำบิลจำลองทั้งหมดมารวมกัน วันทำงานธรรมดาอาจมีค่าใช้จ่ายวันละประมาณ 410-840 บาท เฉพาะค่าเดินทาง อาหาร และเครื่องดื่ม หากใช้จ่ายในลักษณะเดียวกันตลอด 22 วันทำงาน จะคิดเป็นเงินประมาณ 9,020-18,480 บาทต่อเดือน (ทั้งนี้ เป็นเพียงการประเมินจากสถานการณ์จำลอง ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคนแตกต่างกัน)
ทั้งนี้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายก้อนอื่นที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าหอพักหรือค่าผ่อนคอนโด ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า ค่ารักษาพยาบาล การเดินทางในวันหยุด รวมถึงรายจ่ายฉุกเฉินต่างๆ
เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดเข้าด้วยกัน ประโยคที่ว่า “แค่ตื่นมาก็เสียเงินแล้ว” จึงอาจไม่เกินจริงนักสำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือนและคนทำงานในกรุงเทพฯ
สุดท้าย การเป็น “กรุงเทพฯ Native” อาจไม่ได้วัดกันแค่ว่ายืนรถไฟฟ้าโดยไม่จับราว บอกระยะทางเป็นนาที หรือเรียกห้างด้วยชื่อเก่าได้คล่องแค่ไหน เพราะเบื้องหลังมุกสนุกๆ บนโลกออนไลน์ ยังมีชีวิตจริงของคนเมืองที่ต้องบริหารทั้งเวลา การเดินทาง และเงินในกระเป๋าให้อยู่รอดผ่านไปได้ในแต่ละวัน
ราคาที่ต้องจ่ายในการเป็น “คนกรุงเทพฯ Native” อาจเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ก้าวออกจากบ้าน ก่อนที่บิลก้อนใหญ่ของเดือนจะมาถึงเสียอีก...
อ้างอิงข้อมูล : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)