จากเหตุการณ์นักเรียนอายุ 14 ปีก่อเหตุรุนแรงในโรงเรียนของตน ทุกภาคส่วนต่างเร่งหามาตรการเพิ่มความปลอดภัยให้โรงเรียน ทั้งการจำกัดการเข้าถึงอาวุธ ป้องกันการกลั่นแกล้ง วางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน และการคัดกรองสุขภาพจิต เป็นต้น มาตรการเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญ แต่คำถามสำคัญคือ เท่านี้เพียงพอที่จะทำให้โรงเรียน “ปลอดภัยอย่างแท้จริง” แล้วหรือไม่?

สังคมออนไลน์มักเชื่อมโยงว่าเด็กผู้ก่อเหตุอาจเคยถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน แต่ประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่มีข้อสรุป เราต้องตระหนักว่า เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งหรือกำลังเผชิญความทุกข์ทางใจ ไม่ใช่จะกลายเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสมอไป 

เพราะเด็กแต่ละคนรับมือกับความทุกข์และความเครียดแตกต่างกัน บางคนเพียงมีคนรับฟังก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว บางคนเก็บตัวเงียบ ซึมเศร้า บางคนอาจทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น การสรุปว่าการถูกกลั่นแกล้งเป็นสาเหตุนำไปสู่ความรุนแรงจึงเป็นการด่วนสรุปที่อันตราย 

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

เราไม่ควรเชื่อมโยงปัญหาสุขภาพจิตเข้ากับความรุนแรงอย่างง่าย ๆ เพราะมักมีปัจจัยที่ซับซ้อนเฉพาะตัวเกี่ยวข้องเสมอ ด้วยเหตุนี้ มาตรการคัดกรองสุขภาพจิตของเด็กที่ภาครัฐจะนำมาใช้จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง ควรเป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กที่กำลังมีความทุกข์ได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น ไม่ใช่การตีตราว่าเป็น “เด็กที่มีปัญหา” หรือ “เด็กที่อาจเป็นอันตราย”

เราอาจไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของกรณีนี้ได้ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไร เราจึงจะป้องกันไม่ให้ความทุกข์และความเครียดของเด็กสะสมมากเกินไป และช่วยแก้ไขได้ก่อนที่จะสั่งสมไปสู่ระดับอันตราย เป็นภัยต่อตนเองหรือสังคมรอบข้าง 

เราทำได้สองทาง ทางแรกคือผู้ใหญ่ต้องมองเห็นสัญญาณว่าเด็กกำลังเผชิญความทุกข์ และเข้าไปช่วยเหลือ ก่อนที่เด็กจะต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง อีกทางหนึ่งคือเราต้องสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยมากพอ ให้เด็กสามารถเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือด้วยตัวเองได้ 

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองทางต่างมีอุปสรรค เด็กมักไม่บอกผู้ใหญ่เพราะคิดว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ส่วนผู้ใหญ่เอง ก็ไม่มีเวลาและมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว จนอาจมองว่าปัญหาของเด็กเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่สำหรับเด็กในช่วงเวลานั้น ปัญหาที่เขามีอาจเป็นความทุกข์และความเครียดที่หนักหนาสาหัสที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา

มนุษย์ทุกคนต้องการพื้นที่ปลอดภัยทางใจ

ในปัจจุบัน เด็กไม่น้อยไม่มีช่องทางที่ปลอดภัยในการพูดคุยหรือระบายความเครียด ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดยเฉพาะที่โรงเรียนซึ่งเด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน เราจึงจำเป็นต้องสร้างโรงเรียนให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” ควบคู่ไปกับมาตรการเพิ่มความปลอดภัยของโรงเรียนด้านกายภาพ 

โรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่เด็กสามารถพูดว่า “ฉันกำลังถูกกลั่นแกล้ง” หรือ “ฉันไม่ไหวแล้ว” โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิ ถูกลงโทษ หรือถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา ต้องเป็นสถานที่ที่มีผู้ใหญ่พร้อมรับฟังและช่วยกันหาทางออก ครูสามารถมองเห็นสัญญาณเตือนว่าเด็กอาจกำลังเผชิญปัญหา 

ผู้ปกครองรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ไหน และเด็กเข้าใจว่า การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นตัวปัญหา

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง รวมถึงการฝึกอบรมให้ทุกฝ่ายมีทักษะในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ต้องอาศัยความมุ่งมั่น เวลา และการลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิสายเด็ก 1387 พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้กับเด็ก ผ่านบริการสายด่วน 1387 เด็กทั่วประเทศสามารถติดต่อเข้ามาทางโทรศัพท์หมายเลข 1387 หรือผ่านแชตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน 

การพูดคุยเป็นความลับ ทีมเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกฝนด้านการให้คำปรึกษาและการคุ้มครองเด็กจะรับฟังเด็กโดยไม่ตัดสิน บ่อยครั้งพอเด็กมีใครสักคนที่รับฟัง อยู่ข้างเขา และไม่ทำให้รู้สึกว่าต้องเผชิญสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง ความเครียดก็ลดลง 

แต่หากการประเมินพบว่าเด็กอยู่ในภาวะอันตราย เช่น มีความเสี่ยงจะทำร้ายตัวเองหรือกำลังถูกคุกคาม เจ้าหน้าที่จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้เด็กได้รับความช่วยเหลือและการคุ้มครองอย่างทันท่วงที

ที่ผ่านมา มูลนิธิสายเด็ก 1387 ให้บริการเด็กและเยาวชนผ่านโทรศัพท์และช่องทางออนไลน์แล้วมากกว่า 1,000,000 ครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ในปี 2568 มีการติดต่อเข้ามาที่สายเด็ก 1387 โดยเฉลี่ยประมาณหนึ่งสาย ในทุก ๆ 7 นาที และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต เมื่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ใช้ชีวิตกับสื่อออนไลน์มากขึ้น และผู้แสวงหาประโยชน์จากเด็กสามารถใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึง ชักจูง หลอกลวง หรือทำให้เด็กได้รับความเสียหายและความอับอายได้ง่ายขึ้น

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

มูลนิธิสายเด็ก 1387 เองก็มีข้อจำกัดในการขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เด็กใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะโรงเรียน 

สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้หากโรงเรียนให้ความสำคัญและลงมือทำอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนเอกชนไทยหลายแห่งได้เชิญเจ้าหน้าที่มูลนิธิสายเด็ก 1387 เข้าไปฝึกอบรมครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อสร้างความรู้และทักษะในการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เมื่อผนวกเข้ากับความใส่ใจ และการดูแลอย่างจริงจังของผู้บริหารโรงเรียน ก็พบว่าการกลั่นแกล้งในโรงเรียนลดลงอย่างชัดเจน นี่จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของคำตอบว่าเราจะทำให้โรงเรียนปลอดภัยอย่างแท้จริงได้อย่างไร 

นอกจากบริการสายด่วน 1387 แล้ว มูลนิธิสายเด็ก 1387 ยังดำเนินงานศูนย์พักพิงชั่วคราว และร่วมผลักดันกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิภาพและสิทธิของเด็ก

บทความโดย: ดร. ธาริษา วัฒนเกส ประธานกรรมการมูลนิธิสายเด็ก 1387 และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย