มนุษย์เงินเดือนหลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาไม่มีเงินเก็บ ทั้งที่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือซื้อสินค้าราคาแพง หนึ่งในสาเหตุหลักก็อาจมาจาก “รายจ่ายเล็กๆ” ครั้งละไม่กี่สิบถึงไม่กี่ร้อยบาทที่หลายคนอาจมองข้ามไป ซึ่งเมื่อจ่ายซ้ำเป็นประจำในทุกๆ วันหรือทุกๆ สัปดาห์ ก็อาจรวมกันเป็นเงินหลายพันบาทต่อเดือน

ไทยรัฐออนไลน์ ชวนมาสำรวจ 5 ค่ารายจ่ายเล็กๆ ใกล้ตัว พร้อมคำนวณด้วยว่าในหนึ่งเดือน เราอาจเสียเงินกับสิ่งเหล่านี้ไปจำนวนกี่บาท

อย่ามองข้าม 5 รายจ่ายเล็กๆ ที่ทำให้เงินหายทุกเดือน รวมแล้วเสียเงินก้อนโต พร้อมวิธีลดรายจ่ายแบบง่ายๆ
อย่ามองข้าม 5 รายจ่ายเล็กๆ ที่ทำให้เงินหายทุกเดือน รวมแล้วเสียเงินก้อนโต พร้อมวิธีลดรายจ่ายแบบง่ายๆ

เช็กลิสต์ 5 รายจ่ายเล็กๆ ที่ทำให้เงินหายทุกเดือน รวมแล้วอาจสูงกว่าที่คิด

1. ค่ากาแฟและเครื่องดื่มแก้วโปรด

กาแฟ ชาเขียว ชาไทย หรือเครื่องดื่มก่อนเริ่มทำงาน อาจเป็นความสุขเล็กๆ ที่หลายคนขาดไม่ได้ แม้เครื่องดื่มหนึ่งแก้วจะมีราคาเพียงหลักสิบ แต่หากซื้อเกือบทุกวันทำงาน ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงกว่าที่คิด

ตัวอย่างการคำนวณ

  • เครื่องดื่มแก้วละ 70-100 บาท
  • ซื้อเดือนละ 20 วัน
  • รวมเป็นเงิน 1,400-2,000 บาทต่อเดือน
  • คิดเป็น 16,800-24,000 บาทต่อปี

ไม่จำเป็นต้องเลิกซื้อเครื่องดื่มแก้วโปรดทั้งหมด แต่อาจลดความถี่ลง เช่น ซื้อสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือเตรียมเครื่องดื่มจากบ้านในบางวัน ก็ช่วยประหยัดเงินได้โดยไม่ต้องตัดความสุขออกจากชีวิต

2. ค่าขนมของกินเล่นระหว่างวัน

ขนมจากร้านสะดวกซื้อ ของหวานหลังอาหาร หรือของกินเล่นระหว่างทำงาน เป็นรายจ่ายที่มักไม่ถูกจดจำ เพราะแต่ละครั้งมีราคาไม่สูงมาก แต่หากซื้อเป็นประจำ เงินก็อาจหายไปจากบัญชีอย่างเงียบๆ

ตัวอย่างการคำนวณ

  • ขนมหรือของกินเล่นเฉลี่ยวันละ 40-100 บาท
  • ซื้อเดือนละ 20 วัน
  • รวมเป็นเงิน 800-2,000 บาทต่อเดือน
  • คิดเป็น 9,600-24,000 บาทต่อปี

ก่อนหยิบขนมใส่ตะกร้า ลองถามตัวเองว่าหิวจริงหรือเพียงซื้อเพราะความเคยชิน อีกทางหนึ่งคือเตรียมผลไม้หรือของว่างจากบ้าน ซึ่งอาจช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและปริมาณน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวัน

3. ค่าสมาชิกแอปฯ และบริการที่ไม่ค่อยได้ใช้

บริการดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ฝากไฟล์ หรือแอปพลิเคชันต่างๆ มักตัดเงินโดยอัตโนมัติ ทำให้บางคนยังจ่ายค่าสมาชิกต่อเนื่อง แม้แทบไม่ได้เปิดใช้งานแล้วก็ตาม

ตัวอย่างการคำนวณ

  • ค่าสมาชิกแอปฯ ละ 200-500 บาท
  • สมัครไว้ 2 แอปฯ
  • รวมเป็นเงิน 400-1,000 บาทต่อเดือน
  • คิดเป็น 4,800-12,000 บาทต่อปี

ลองเปิดดูรายการตัดเงินย้อนหลัง แล้วแบ่งบริการออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ใช้เป็นประจำ ใช้เป็นบางครั้ง และไม่ได้ใช้ หากบริการใดไม่ได้เปิดมาหลายเดือน การยกเลิกหรือหยุดสมาชิกชั่วคราวอาจช่วยลดรายจ่ายได้ทันที

4. ค่าสั่งสินค้าจากโปรโมชันออนไลน์

คำว่า “ลดราคา” “ส่งฟรี” หรือ “ซื้อวันนี้เท่านั้น” อาจกระตุ้นให้เราซื้อสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในแผน แม้ของแต่ละชิ้นจะราคาไม่แพง แต่หากกดสั่งหลายครั้งต่อเดือนก็สามารถกลายเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ได้

ตัวอย่างการคำนวณ

  • ซื้อของจุกจิกเฉลี่ยครั้งละ 500-1,000 บาท
  • ซื้อเดือนละ 4 ครั้ง
  • รวมเป็นเงิน 2,000-4,000 บาทต่อเดือน
  • คิดเป็น 24,000-48,000 บาทต่อปี

วิธีลดการซื้อแบบฉับพลันคือ ใส่สินค้าไว้ในตะกร้าแล้วรออย่างน้อย 24 ชั่วโมง เมื่อกลับมาดูอีกครั้ง เราอาจพบว่าสินค้าชิ้นนั้นไม่ได้จำเป็นอย่างที่คิด และส่วนลดจะไม่คุ้มค่าหากเป็นการจ่ายเงินซื้อของที่ไม่ได้ใช้

5. ค่าสลากกินแบ่งและการเสี่ยงโชค

สลากกินแบ่ง ลอตเตอรีออนไลน์ หรือกิจกรรมเสี่ยงโชค เป็นอีกหนึ่งรายจ่ายที่หลายคนมองว่าเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อซื้อครั้งละไม่กี่ใบ แต่หากซื้อเป็นประจำทุกงวด ค่าใช้จ่ายสะสมตลอดทั้งปีก็อาจไม่น้อย

ตัวอย่างการคำนวณ

  • ซื้อสลากและเสี่ยงโชคเฉลี่ยงวดละ 100-400 บาท
  • เดือนหนึ่งมี 2 งวด
  • รวมเป็นเงิน 200-800 บาทต่อเดือน
  • คิดเป็น 2,400-9,600 บาทต่อปี

ค่าเสี่ยงโชคควรถูกจัดอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง ไม่ควรมองว่าเป็นการลงทุนหรือช่องทางสร้างรายได้ หากต้องการซื้อ ควรกำหนดงบประมาณที่ยอมเสียได้โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินออม และภาระหนี้

เมื่อนำรายจ่ายทั้ง 5 รายการมารวมกัน จะอยู่ที่ประมาณ 4,800-9,800 บาทต่อเดือน หรือ 57,600-117,600 บาทต่อปี ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจนำไปเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ค่าเดินทางท่องเที่ยว หรือเงินออมสำหรับเป้าหมายในอนาคตได้เลย

อย่างไรก็ตาม การประหยัดเงินไม่จำเป็นต้องตัดความสุขทั้งหมดออกจากชีวิต เพียงรู้ว่าเงินกำลังหายไปกับเรื่องใด แล้วเลือกลดเฉพาะรายจ่ายที่ไม่คุ้มค่าหรือไม่ได้ใช้งานจริง ก็ช่วยให้มีเงินเหลือมากขึ้นโดยไม่ทำให้การใช้ชีวิตอึดอัดเกินไปได้