ไปเที่ยวต่างประเทศทั้งที สายช้อปก็ต้องจัดเต็มให้สมกับที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมา แต่ปัญหาโลกแตกที่มักจะเจอก่อนกลับคือกระเป๋างอกและน้ำหนักเกินพิกัด พอไปเจอบิลค่าน้ำหนักหน้าเคาน์เตอร์เช็กอินก็แทบจะเป็นลม ช็อตนี้หลายคนเลยเกิดความลังเลอย่างหนักว่า ระหว่างยอมจ่ายค่าน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม กับการแพ็กของส่งไปรษณีย์กลับไทย แบบไหนจะคุ้มค่า และตอบโปจทย์เงินในกระเป๋ามากกว่ากัน ไทยรัฐออนไลน์ ชวนมาดูความแตกต่างและวิธีเลือกให้เข้ากับสไตล์การเที่ยวในแต่ละแบบกัน
ซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เหมาะกับนักเดินทางแบบไหน
การซื้อน้ำหนักกระเป๋าโหลดใต้เครื่องเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการความชัวร์ และช้อปปิงของที่มีมูลค่าสูงหรือแตกหักง่าย ทางเลือกนี้ตอบโจทย์คนที่อยากให้ของทุกชิ้นเดินทางถึงมือพร้อมกับตัวเรา ไม่อยากวุ่นวายเสียเวลาไปตามหาที่ทำการไปรษณีย์ในต่างแดน ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือความรวดเร็วทันใจ ลงเครื่องปุ๊บก็สามารถแกะของฝากแจกเพื่อนหรือเอาของมาใช้ได้เลยทันที
นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูงกว่า เพราะสามารถแพ็กและดูแลจัดการเองได้ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดกระเป๋า ช่วยลดความเสี่ยงที่สิ่งของจะถูกโยนหรือสูญหายระหว่างทาง ที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงเรื่องภาษีนำเข้าได้ดีกว่า หากเป็นของใช้ส่วนตัวที่ไม่ได้ดูเป็นเชิงพาณิชย์มากเกินไป โอกาสที่จะผ่านด่านศุลกากรฉลุยก็มีสูงกว่าการส่งเป็นกล่องพัสดุใหญ่ๆ แต่ทางเลือกนี้ก็ต้องแลกมากับการแบกสัมภาระพะรุงพะรังด้วยตัวเองตลอดเส้นทาง รวมถึงราคาที่อาจจะแพงมหาโหดหากไปขอซื้อน้ำหนักเพิ่มเอาหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน
ส่งไปรษณีย์กลับไทย เหมาะกับสายเที่ยวแบบไหน?
การส่งไปรษณีย์ระหว่างประเทศเกิดมาเพื่อสายเหมา และคนที่อยากเดินตัวปลิวกลับไปขึ้นเครื่องแบบชิลๆ เหมาะกับการช้อปปิงเสื้อผ้า ขนม หรือของกินพื้นที่เยอะแต่มูลค่าต่อชิ้นไม่สูง ข้อดีที่เด่นชัดที่สุดคือความประหยัด โดยเฉพาะหากเลือกส่งแบบพัสดุไปรษณีย์ทางเรือ ราคาจะถูกกว่าการซื้อน้ำหนักกระเป๋าแบบก้าวกระโดด แถมยังช่วยให้เที่ยวต่อในช่วงวันสุดท้ายได้แบบสบายตัว แค่แพ็กของใส่กล่องแล้วส่งที่ไปรษณีย์ในเมืองก็จบเรื่อง ไม่ต้องลากกระเป๋างอกใบที่สามให้ทุลักทุเล
แต่ข้อเสียของการส่งไปรษณีย์คือต้องแลกมากับเวลาในการรอคอยที่ยาวนาน หากส่งแบบประหยัดสุดอาจต้องรอกันหลักเดือนจนลืมไปเลยว่าเคยซื้ออะไรมา และยังมีความเสี่ยงด้านศุลกากรค่อนข้างสูง เพราะกล่องพัสดุจากต่างประเทศมีโอกาสถูกสุ่มตรวจประเมินภาษีนำเข้าหากมูลค่าสิ่งของประเมินแล้วเกิน 1,500 บาท รวมถึงไม่เหมาะกับของแตกหักง่ายอย่างเครื่องสำอางราคาแพงหรือขวดแก้วต่างๆ ที่อาจเสียหายระหว่างการขนส่ง
เปรียบเทียบความแตกต่าง ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ ควรเลือกใช้วิธีไหน
ถ้าคุณเน้นซื้อสกินแคร์ แบรนด์เนม หรือน้ำหอม ควรเลือกการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เพราะของเหล่านี้มีมูลค่าสูงและแตกหักง่าย การหิ้วกลับเองจะปลอดภัยที่สุดและเสี่ยงต่อการโดนสุ่มตรวจภาษีน้อยกว่าการส่งเป็นพัสดุ
ถ้าคุณเน้นเหมาขนม เสื้อผ้า หรือของเล่นชิ้นใหญ่ ควรเลือกการส่งไปรษณีย์แบบทางเรือ เพราะสิ่งของเหล่านี้กินพื้นที่กระเป๋าเยอะแต่มูลค่าไม่ได้สูงมาก การส่งทางเรือจะประหยัดงบได้มากกว่าแบบเห็นได้ชัด และถ้ารอได้โดยไม่รีบใช้งานก็ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ
ถ้าคุณรู้ตัวล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนบินว่าทริปนี้ช้อปแหลกแน่นอน ควรเลือกซื้อน้ำหนักกระเป๋าล่วงหน้า การกดซื้อน้ำหนักเสริมตั้งแต่ตอนจองตั๋วเครื่องบินหรือกดซื้อก่อนวันเดินทาง จะทำให้ได้ราคาโปรโมชันที่ถูกกว่าการไปซื้อหน้างานหลายเท่าตัว
ถ้าคุณพบว่าน้ำหนักเกินพิกัดกะทันหันที่หน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน ควรเลือกมองหาบริการส่งไปรษณีย์ด่วนที่สนามบิน เพราะหากสายการบินชาร์จค่าน้ำหนักส่วนเกินกิโลกรัมละหลายพันบาท การวิ่งไปใช้บริการส่งพัสดุที่เคาน์เตอร์คาร์โก้หรือไปรษณีย์ในสนามบินจะช่วยเซฟงบประมาณในกระเป๋าได้ดีกว่าการยอมหลับหูหลับตาจ่ายค่าปรับหน้าเคาน์เตอร์
ทริคเด็ดทิ้งท้ายสำหรับนักเดินทางตัวยง
หากตัดสินใจแล้วว่าจะใช้บริการส่งไปรษณีย์กลับไทย ขอแนะนำให้ใช้เทคนิคการแยกส่วนสัมภาระ โดยนำของมีค่าและของที่ต้องใช้ทันทีใส่กระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องตามปกติ ส่วนพวกเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว ขนม หรือของฝากชิ้นใหญ่ๆ ที่ไม่รีบใช้ ค่อยจับยัดลงกล่องพัสดุส่งกลับมา วิธีนี้จะช่วยให้ได้เดินตัวปลิวขึ้นเครื่องแบบสบายๆ แถมยังบริหารงบประมาณการเดินทางได้สมบูรณ์แบบที่สุด