ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังชี้ การนั่งหลังตรงคือกับดัก แนะเอนหลังแทน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกสองรายบอกว่าอย่าเพิ่งโทษหน้าจอ

เว็บไซต์ FastCompany นำเสนอบทความที่มีชื่อว่า Your smartphone is changing your body. Doctors say most people don’t know it’s happening ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า สมาร์ทโฟนไม่ได้แค่เปลี่ยนพฤติกรรม แต่อาจกำลังเปลี่ยนร่างกายคุณด้วย โดยเริ่มจากการระบุว่า แพทย์และนักวิจัยได้เริ่มต้นการใช้คำอย่างไม่เป็นทางการว่า Phone body เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากการก้มคอ หรี่ตา และเลื่อนจอสมาร์ทโฟนเป็นเวลาหลายปี

อาการที่พบเจอมากที่สุดคืออาการที่เรียกว่า Tech neck เมื่อคนก้มศีรษะลงมองหน้าจอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อด้านหลังคอจะทำงานเพื่อพยุงศีรษะไว้ ซึ่งในระยะแรกกล้ามเนื้อจะยังรับภาระได้ และจบลงด้วยอาการปวดเมื่อยธรรมดา แต่เมื่อนานไปจะเริ่มกระทบไปยังหมอนรองกระดูกที่รับภาระเกินกว่าจะชดเชยได้ ซึ่งเมื่อสะสมเป็นเวลานานหลายปีก็อาจกระตุ้นให้เซลล์ตายก่อนวัย และเสื่อมเร็วขึ้น

แดเนียล ริว ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังส่วนคอจาก Och Spine ที่ New York-Presbyterian/Weill Cornell Medical Center ระบุว่า ปัจจุบันเขาพบผู้ป่วยที่มีอายุเพียง 20 กว่าปีมากขึ้น โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนซึ่งส่งผลเสียต่อท่าทางมากเป็นพิเศษ และผู้คนมักจะลืมที่จะจัดการมัน ผิดกับโต๊ะทำงานที่สามารถยกจอมอนิเตอร์ให้สูงขึ้นได้

ในมุมมองของริว เขาเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การนั่งหลังตรง แต่เขาแนะนำให้เอนหลัง โดยเอนที่ราว 25-30 องศา พร้อมกับมีที่รองรับกระดูกสันหลังส่วนเอว และที่พิงศีรษะ เพื่อถ่ายน้ำหนักของศีรษะและลำตัวลงไปที่เก้าอี้ ซึ่งเขาระบุว่า สามารถนั่งท่านี้ได้นานหลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเจ็บ

ในส่วนเรื่องของสายตาสั้นในเด็ก โดนัลด์ มัตติ นักวิทยาศาสตร์ด้านการมองเห็น ให้ความเห็นว่า หน้าจอน่าจะไม่ได้มีส่วนในการเพิ่มโอกาสเสี่ยงสภาวะสายตาสั้นโดยตรง แต่เป็นเรื่องของการขาดเวลาการอยู่กลางแจ้ง เนื่องจากจอรูปแบบต่างๆ ทำให้เด็กอยู่แต่ในบ้านมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การอยู่ข้างนอกของเด็กก็มีเงื่อนไขเหมือนกันว่า ควรจะอยู่กลางแจ้งราววันละ 2 ชั่วโมง นานอย่างน้อย 15 นาที แสงธรรมชาติประมาณ 2,000 ลักซ์ เทียบเท่าราว 4 เท่าของแสงในสำนักงานทั่วไป ซึ่งค่าแสงประมาณนี้หาได้ง่ายเมื่ออยู่กลางแจ้ง แม้จะอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ก็ตาม

ส่วนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของ Phone body ก็คือ แรงบีบของมือ ซึ่งเป็นตัวแทนของการชี้วัดด้านสุขภาพโดยรวม ซึ่งแรงบีบของมือเป็นแรงกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อกิจวัตรประจำวัน ซึ่งปัจจุบันแรงบีบของประชากรทั่วไปมีแนวโน้มลดลง แต่ก็เป็นเรื่องที่ง่ายเกินไปหากจะโทษว่าเกิดจากการเอาแต่จับที่หน้าจอ

โยฮันเนส เบลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาการแพทย์จาก Medical University Lausitz–Carl Thiem ระบุว่า การวิจัยในปี 2019 ซึ่งเป็นการสืบย้อนไปแล้วก็พบว่า แรงบีบมีการลดลงก่อนที่จะมีสมาร์ทโฟนด้วยซ้ำ

เบลเลอร์ ระบุว่า รูปแบบดังกล่าวสะท้อนจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต และการทำงานมากกว่าที่จะเป็นความผิดของอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความกระฉับกระเฉง และความแข็งแรงเอาไว้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ที่มา: FastCompany