ช่วงฤดูฝนของทุกปี มักเป็นช่วงที่มีการแจ้งเหตุสัตว์มีพิษบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะปัญหา "งู" เลื้อยเข้าบ้านเรือนประชาชน เนื่องจากในช่วงฝนตกชื้น แหล่งอาศัยตามธรรมชาติของงูมักถูกน้ำท่วมขัง ทำให้งูต้องเคลื่อนย้ายหาพื้นที่แห้ง อบอุ่น และมีแหล่งอาหารเพื่อหลบซ่อนตัว ซึ่งบ้านเรือนของมนุษย์มักเป็นเป้าหมายหลัก การเรียนรู้วิธีป้องกันงูเข้าบ้านอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน

5 วิธีป้องกันงูเข้าบ้านช่วงหน้าฝน ปิดโอกาสสัตว์มีพิษกวนใจ

1. กำจัดแหล่งอาหารของงู งูมักตามกลิ่นเหยื่อเข้ามาในบริเวณบ้าน โดยมีหนู กบ เขียด อึ่งอ่าง และหนูพุก เป็นอาหารหลักของงู การกำจัดขยะมูลฝอย ทำความสะอาดไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู จะช่วยลดปัจจัยดึงดูดงูเข้าบ้านได้

2. อุดรอยรอยรั่วและช่องทางเข้า งูสามารถเลื้อยผ่านช่องว่างขนาดเล็กได้ โดยเฉพาะงูขนาดเล็กหรือลูกงู ควรตรวจสอบและอุดรอยแตกร้าวตามผนัง ขอบประตู ช่องท่อน้ำทิ้ง โดยติดตั้งตะแกรงหรือมุ้งลวดที่มีความแข็งแรงบริเวณท่อระบายน้ำ

3. จัดระเบียบสวนและตัดแต่งกิ่งไม้ เคลียร์พงหญ้ารกร้าง กองไม้ กองอิฐ หรือเศษวัสดุรอบบ้าน ซึ่งเป็นมุมอับชื้นที่งูชอบใช้เป็นที่หลบซ่อน รวมถึงตัดแต่งกิ่งไม้ที่พาดใกล้หลังคาหรือตัวบ้าน เพื่อป้องกันงูเลื้อยขึ้นต้นไม้สูงแล้วแอบเข้าบ้าน

4. ใช้สารระคายเคืองหรือก้อนดับกลิ่น แม้จะไม่สามารถกำจัดงูได้ 100% แต่การโรยปูนขาว สารกำมะถัน หรือใช้น้ำยาที่มีกลิ่นฉุนบริเวณรอบรั้วบ้านและจุดอับ จะสร้างความระคายเคืองต่อระบบรับสัมผัสของงู ทำให้งูหลีกเลี่ยงที่จะเลื้อยผ่านบริเวณดังกล่าว

5. ติดตั้งตาข่ายหรือรั้วกั้นงู สำหรับบ้านที่มีพื้นที่สวนกว้าง หรืออยู่ใกล้ป่าและแหล่งน้ำ การติดตั้งตาข่ายตาถี่ (ขนาดช่องไม่เกิน 1 เซนติเมตร) บริเวณรั้วบ้าน โดยฝังขอบลึกลงไปในดิน จะช่วยป้องกันไม่ให้งูเลื้อยผ่านเข้ามาได้

จุดเสี่ยงภายในบ้านที่งูชอบแอบซ่อนภายในตัวบ้าน

  • ห้องน้ำ โดยเฉพาะในชักโครกหรือท่อน้ำทิ้ง เนื่องจากมีความชื้นและเชื่อมต่อกับระบบท่อภายนอก
  • ตู้รองเท้าและกองผ้า เป็นมุมมืดและแห้ง เหมาะแก่การซุกซ่อนตัว
  • ห้องครัวและใต้ตู้เย็น มีความอบอุ่นจากคอมเพรสเซอร์และมักมีกลิ่นอาหาร
  • ฝ้าเพดานและใต้หลังคา งูมักเลื้อยขึ้นไปจับหนูหรือนกที่อาศัยอยู่บนฝ้า

ข้อควรปฏิบัติเมื่อพบงูภายในบ้าน

หากพบงูเลื้อยเข้ามาในบ้าน ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ "ตั้งสติและไม่เข้าใกล้" ไม่ควรจับหรือทำร้ายงูด้วยตนเอง โดยเฉพาะหากไม่ชำนาญ เพราะอาจเกิดอันตรายจากงูพิษ เช่น งูเห่า งูจงอาง หรืองูกะปะ ให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 2–3 เมตร สังเกตทิศทางที่งูเลื้อยไป และรีบโทรแจ้งสายด่วนขอความช่วยเหลือทันที

  • สายด่วนกู้ภัย / สปภ. กรุงเทพมหานคร โทร. 199
  • สายด่วนเจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร. 1669
  • สายด่วนกรมทางหลวง (กรณีเจอบนถนน) โทร. 1586