เปิดวิธีดูแลจิตใจเด็กหลังเหตุสะเทือนใจ สัญญาณที่พ่อแม่อาจต้องสังเกต รวมถึงแนวทางรับมือเมื่อลูกกลัวจนไม่กล้าไปโรงเรียน หรือในจุดใดที่ควรต้องพาไปพบผู้เชี่ยวชาญ
เหตุความรุนแรงในสถานศึกษาไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงเด็กอีกจำนวนมากที่รับรู้ข่าวผ่านหน้าจอ ทั้งเด็กในโรงเรียนใกล้เคียง รวมถึงเด็กทั้งประเทศ
แน่นอนว่า ปฏิกิริยาของเด็กจะมีความแตกต่างกันตามช่วงวัย และมักไม่แสดงออกเป็นคำพูดตรงๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี มักติดพ่อแม่มากขึ้น ร้องไห้ง่าย และอาจกลัวการอยู่คนเดียว
ขณะที่เด็กวัยประถมมักแสดงออกทางร่างกายมากกว่าคำพูด ซึ่งอาจมีอาการฝันร้าย อาการปวดศีรษะ ปวดท้องโดยไม่มีสาเหตุทางกาย และสมาธิลดลง
ส่วนวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่สังเกตยากที่สุด เพราะมักเก็บตัว หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ และเสพข่าวกับคลิปเหตุการณ์ซ้ำๆ อยู่เงียบๆ บางคนแสดงท่าทีว่า "ไม่รู้สึกอะไร" ซึ่งผู้ใหญ่มักตีความว่าผ่านไปแล้ว ทั้งที่จริงอาจเป็นการกลบความรู้สึกไว้ อาการทั้งหมดนี้หากเกิดในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกถือเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดปกติที่ต้องตกใจ
สิ่งที่ควรทำในช่วงแรก หลังเกิดเหตุการณ์ คือปล่อยให้เด็กๆ เล่าเท่าที่อยากเล่าโดยไม่ต้องคะยั้นคะยอ และหลีกเลี่ยงประโยคอย่าง "ไม่มีอะไรหรอก" หรือ "อย่าคิดมาก" เพราะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าความกลัวของตัวเองเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ ให้ใช้การสะท้อนความรู้สึกแทน เช่น "หนูกลัวใช่ไหม พ่อแม่ก็ตกใจเหมือนกัน" ซึ่งเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เด็กรู้สึกนั้นสมเหตุสมผล
เมื่อเด็กถาม ควรตอบตามจริงในระดับที่เหมาะกับวัย ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สั้น และไม่ลงรายละเอียดความรุนแรง ควบคู่กันคือการจำกัดการเสพข่าวและคลิปเหตุการณ์ โดยเฉพาะภาพเคลื่อนไหวและเสียงจากที่เกิดเหตุ
อีกสองเรื่องที่ทำได้ทันทีคือการรักษากิจวัตรประจำวันให้ใกล้เคียงเดิม ทั้งเวลาตื่น เวลากินข้าว และเวลานอน เพราะกิจวัตรที่คาดเดาได้คือสัญญาณความปลอดภัยที่ทรงพลังที่สุดสำหรับเด็ก และการให้ความมั่นใจแบบรูปธรรม แทนที่จะพูดว่า "ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแน่นอน" ซึ่งเป็นคำสัญญาที่ไม่มีใครรับประกันได้ ให้พูดถึงสิ่งที่จับต้องได้แทน
อย่างไรก็ตาม การหยุดอยู่บ้านสามารถช่วยลดความกลัวได้ชั่วคราว แต่ยิ่งหยุดนาน การกลับไปก็จะยิ่งยากขึ้น แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำจึงเป็นการพากลับเข้าโรงเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่บังคับ เริ่มจากขับรถผ่านโรงเรียน ไปส่งถึงหน้าประตู อยู่ครึ่งวัน แล้วจึงค่อยเต็มวัน ระหว่างนั้นควรสื่อสารกับครูประจำชั้นล่วงหน้าให้ครูรู้สถานการณ์ และตกลงร่วมกันว่าหากเด็กรู้สึกไม่ไหวจะไปที่ไหนได้ เช่น ห้องพยาบาล เป็นต้น รวมถึงการนัดหมายที่ชัดเจนว่าใครจะมารับและเวลาไหนก็ช่วยได้มากเช่นกัน เพราะเด็กที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ความกังวลจะน้อยลง
สุดท้ายคือกรณีที่ไม่ดีขึ้น ก็ควรที่จะปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือนักจิตวิทยา โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน จนเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิต การเรียน การกิน การนอน หรือการเข้าสังคม ส่วนเด็กที่อยู่ในที่เกิดเหตุโดยตรงหรือสูญเสียคนใกล้ชิด ควรได้รับการประเมินตั้งแต่ต้น