องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติขึ้นทะเบียนเป็น “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จ.นครศรีธรรมราช ให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม นับเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ และเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าอันโดดเด่นของมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

หากพูดถึงศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวภาคใต้ ชื่อของ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ผู้คนรู้จักมาอย่างยาวนาน เพราะไม่เพียงเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก แต่ยังเป็นโบราณสถานที่สะท้อนประวัติศาสตร์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการแลกเปลี่ยนอารยธรรมของผู้คนในภูมิภาคเอเชียมาอย่างต่อเนื่องนับพันปี

ประวัติวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช มีอายุเกือบ 1,300 ปี

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดพระธาตุนคร” เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของนครศรีธรรมราช ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ราว 1,200–1,300 ปี โดยเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13–14 ในยุคที่นครศรีธรรมราชรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าสำคัญของคาบสมุทรมลายู และเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดีย ศรีลังกา จีน และดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทำเลที่ตั้งบนเส้นทางการค้าโบราณ ทำให้เมืองนครศรีธรรมราชได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและศาสนาจากหลายอารยธรรม ทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ก่อนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค ซึ่งมีบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นของการก่อสร้างวัดเกี่ยวข้องกับพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของวัด ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าชายทนทกุมารและนางเหมชาลา ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้ว) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามายังนครศรีธรรมราช จากนั้นจึงมีการก่อสร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และค่อยๆ ขยายพื้นที่จนกลายเป็นวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาหลายศตวรรษ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการบูรณะและต่อเติมจากกษัตริย์และผู้ปกครองหลายยุคหลายสมัย แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ พระบรมธาตุเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบลังกา อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของนครศรีธรรมราช และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

พระบรมธาตุเจดีย์ หัวใจแห่งความศรัทธา ยอดบรรจุทองคำ 600 กิโลกรัม

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มีรูปแบบสถาปัตยกรรมทรงระฆังคว่ำแบบลังกา สูง 37 วา ฐานสี่เหลี่ยมยาวด้านละ 18 วา 1 ศอก 15 นิ้ว

ส่วนยอดหุ้มด้วยทองคำหนักประมาณ 800 ชั่ง (ราว 600 กิโลกรัม) และมีปล้องไฉน 52 ปล้อง ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้ว) ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมานานหลายศตวรรษ

ภาพมุมสูงของยอดพระบรมธาตุเจดีย์ จ.นครศรีธรรมราช หุ้มด้วยทองคำ มีน้ำหนักประมาณ 800 ชั่ง หรือราว 600 กิโลกรัม
ภาพมุมสูงของยอดพระบรมธาตุเจดีย์ จ.นครศรีธรรมราช หุ้มด้วยทองคำ มีน้ำหนักประมาณ 800 ชั่ง หรือราว 600 กิโลกรัม

ตำนานความเชื่อ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ชาวนครศรีธรรมราชเชื่อว่าการได้มากราบสักการะพระบรมธาตุเจดีย์สักครั้งในชีวิต ถือเป็นมหามงคลและเป็นการสั่งสมบุญอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งยอดเจดีย์ที่หุ้มทองคำยังเกิดจากแรงศรัทธาของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และพุทธศาสนิกชนที่ร่วมถวายทองคำและของมีค่ามาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาที่อยู่คู่เมืองนครศรีธรรมราชมานับพันปี

รู้จัก “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ประเพณีที่ยังมีลมหายใจ

สิ่งที่ทำให้พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชโดดเด่น ไม่ใช่เพียงโบราณสถานอันงดงาม แต่คือการที่วัดยังเป็นศูนย์กลางของประเพณีสำคัญที่สืบทอดกันอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ 

ชาวนครศรีธรรมราชจะร่วมกันนำผ้าพระบฏหรือผ้ายาวไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อแสดงความเคารพต่อพระบรมสารีริกธาตุ ถือเป็นประเพณีที่สะท้อนพลังแห่งศรัทธาของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้ ภายในวัดยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา งานบุญ และเทศกาลสำคัญต่างๆ ตลอดทั้งปี ทำให้วัดแห่งนี้ยังคงเป็นศูนย์กลางของวิถีชีวิตผู้คน ไม่ใช่เพียงโบราณสถานที่หยุดนิ่งอยู่กับอดีต

ทำไมองค์การยูเนสโก (UNESCO) ยกให้ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” เป็นมรดกโลก

การที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งล่าสุดของไทยในปี พ.ศ. 2569 ไม่ได้เกิดจากความเก่าแก่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสถานที่แห่งนี้มีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)

ทั้งนี้ องค์การยูเนสโกพิจารณาว่าวัดแห่งนี้สะท้อนการแลกเปลี่ยนทางศิลปกรรม ความเชื่อ และวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทรมายาวนานกว่า 1,500 ปี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้านวัฒนธรรม

“วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” มรดกโลกแห่งใหม่ กับความภาคภูมิใจของคนไทย

การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย เพราะนอกจากจะช่วยยกระดับการอนุรักษ์โบราณสถานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้ชุมชน และเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของนครศรีธรรมราชมากยิ่งขึ้น

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จึงไม่ใช่เพียงวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของไทย หากแต่เป็นหลักฐานอันทรงคุณค่าของการเดินทางอันยาวนานของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม อารยธรรม และศรัทธาที่เชื่อมโยงผู้คนข้ามกาลเวลามานับพันปี