ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการแข่งขันขับเคี่ยวรุนแรง การใช้เทคโนโลยี AI ช่วยพัฒนาธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในทุกสนาม ทั้งการลดต้นทุน, เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างรายได้มากขึ้น ในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ “โอ๋–จันทรัช พิบูลย์สวัสดิ์” กำลังเปลี่ยนโรงงานผลิตเครื่องสำอาง OEM/ODM แบบดั้งเดิมของครอบครัว ให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI เต็มรูปแบบ พร้อมนำพากลุ่มบริษัท คอมเม็ทส์ อินเตอร์เทรด จำกัด และบริษัทในเครือไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น พิสูจน์ฝีมือด้วยการปลุกปั้นยอดขายทะลุหลักพันล้านได้สำเร็จภายในเวลาข้ามปี
“เราไม่ได้มอง AI เป็นของเล่นใหม่ หรือเป็นแค่เครื่องมือเท่ๆ แต่มองว่า AI คืออินฟราสตรักเจอร์ใหม่ขององค์กร เหมือนไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต ถ้าใช้เป็นมันจะทำให้องค์กรวิ่งเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด”...ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศของกลุ่มบริษัท คอมเม็ทส์ อินเตอร์เทรด จำกัด และบริษัทในเครือไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด บอกเล่าถึงการพลิกธุรกิจครั้งใหญ่ด้วย AI
ก็เพราะโรงงานเครื่องสำอางยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่สูตร แต่แข่งกันที่ความเร็ว การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานจึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
“เมื่อ 2 ปีก่อน โอ๋ได้รับไฟเขียวจากคุณแม่ให้เข้ามารื้อระบบหลังบ้านขององค์กรด้วย AI จากเดิมที่พนักงานต้องนั่งคีย์ข้อมูลจากใบ PO วันละหลายสิบใบ เพื่อกรอกลง Excel ทีละบรรทัด ต้องใช้คน 5–6 คนต่อวัน เพียงเพื่อจัดการเอกสาร การนำ AI มาสร้างเครื่องมือทุ่นแรง ทำให้ทุกอย่างถูกเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติ พนักงานแค่อัปโหลดไฟล์ PDF เข้าเว็บพอร์ทัล ระบบจะดึงข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นไฟล์ Excel แล้วส่งต่อไปยังแผนกอื่นทันที โอ๋ใช้ AI ในการทำการตลาดและการขาย เช่น วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และพยากรณ์ยอดขาย AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังได้หมด เพื่อทำนายความต้องการสินค้า ทำให้บริหารสต๊อกได้แม่นยำ หรือแม้แต่สร้างคอนเทนต์โฆษณา AI ก็ทำได้ดี เรายังใช้ AI ในการบริการลูกค้า ใช้แชตบอตตอบคำถามลูกค้าอัตโนมัติ ลดเวลาการรอคอย และสามารถวิเคราะห์ความรู้สึกของลูกค้าว่าพอใจหรือไม่พอใจ เพื่อให้ทีมงานแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เราใช้ AI มาช่วยลดงานซ้ำซาก เช่น การจัดการงานเอกสาร, บันทึกข้อมูล และตรวจสอบความเรียบร้อยของงาน เพื่อลดข้อผิดพลาดจากคน ที่สำคัญ AI สามารถใช้ตรวจสอบคุณภาพสินค้าในสายการผลิตได้แม่นยำกว่าการสุ่มตรวจด้วยคน ทั้งประหยัดและมีประสิทธิภาพมาก”
อย่างไรก็ดี ความฉลาดของ “โอ๋” อยู่ตรงที่ไม่ยอมปล่อยให้ AI คาดเดาไปเอง แต่คุมเข้มทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง
“ในโรงงานบรรจุภัณฑ์และโรงงานผลิตเครื่องสำอาง ความผิดพลาดเล็กๆมันแปลเป็นต้นทุนจริง เราเลยไม่ใช้ AI แบบปล่อยให้มันคิดเองทั้งหมด แต่ใช้ AI เขียนระบบที่ล็อก Logic เอาไว้ชัดเจน เพื่อให้ผลลัพธ์แม่นยำที่สุด โอ๋ใช้ AI เขียน Python Script เพื่อกำหนดตำแหน่งข้อมูลอย่างแม่นยำ เช่น ช่องไหนคือชื่อลูกค้า ช่องไหนคือรหัสสินค้า แทนการปล่อยให้โมเดลตีความเองทั้งหมด”
นี่คือวิธีคิดแบบคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้หลงใหล AI แบบแฟชั่น แต่เข้าใจว่า AI ที่ดี ต้องเชื่อมกับระบบธุรกิจได้จริง โดยหนึ่งในไอเดียน่าสนใจที่สุดคือ การเปลี่ยนบทสนทนาใน LINE Group Chat ให้กลายเป็นคลังความรู้มหาศาลขององค์กร
“เดิมทีทุกแผนกต้องมีแอดมินคอยเซฟข้อความจากห้องแชต แล้วแยกไฟล์, จัดโฟลเดอร์ และเก็บรายละเอียดการคุยงานทีละชิ้นในแต่ละวัน แต่วันนี้พนักงานเพียงคัดลอกบทสนทนาทั้งหมดโยนเข้าไปในหน้าต่างเซิร์ฟเวอร์ จะมี Local AI ทำหน้าที่จัดการข้อความ และแปลงออกมาเป็นไฟล์ที่อ่านง่าย จัดหมวดหมู่, แยกไฟล์ และผูกข้อมูลเข้ากับโปรเจกต์นั้นๆโดยอัตโนมัติ โนว์เลดจ์ในองค์กรไทยจำนวนมาก จริงๆไม่ได้หายไปไหน แต่มันกระจัดกระจายอยู่ใน LINE Group Chat และในหัวของคน สิ่งที่เราพยายามทำคือ ดึงความรู้เหล่านี้ออกมาให้กลายเป็นระบบคลังความรู้ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หากวันหนึ่งต้องการย้อนดูว่าลูกค้าคอนเฟิร์มอาร์ตเวิร์กวันไหน ก็ไม่ต้องเลื่อนอ่านข้อความนับหมื่นอีกต่อไป แค่ถาม AI มันจะเด้งขึ้นมาทันที”
AI เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาธุรกิจขนาดนี้ คนจำนวนมากคงคิดว่าต้องลงทุนเพิ่มมหาศาล แต่เธอเฉลยว่า ตอนเริ่มต้นทั้งบริษัทมี subscription ChatGPT Plus แค่ 3 บัญชี จนปัจจุบันลงทุนเพิ่มเป็นสมาชิก Claude AI อีก 4 บัญชี และใช้ Local AI ที่พัฒนาเพิ่มเองเพื่อเสริม data security ไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกไป ทั้งบริษัทลงทุนแค่นี้ เพื่อช่วยให้การทำงานเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือว่าถูกมากและคุ้มค่ามากกับสิ่งที่ได้รับกลับมา
ปัจจุบันมีพนักงานประจำ 200 คน ถ้ารวมฝั่งโรงงานที่เป็นพนักงานรายวันด้วยก็ประมาณ 600 คน แม้องค์กรจะนำ AI เข้าไปแทบทุกจุด แต่เธอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายลดคนอย่างแน่นอน!! ตรงกันข้ามพนักงานที่เคยนั่งคีย์ข้อมูลทั้งวัน กลับมีเวลาไปพัฒนาทักษะอื่นแทน
“เราไม่เคยมองว่า AI จะมาแทนที่คน แต่มันคือการเอาเวลาของคนกลับคืนมา เพื่อให้เขาไปทำงานที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม คนที่เคยนั่งคีย์ข้อมูลทั้งวัน จริงๆแล้วคือคนที่รู้รายละเอียดงานมากที่สุด พอเขาไม่ต้องเสียเวลาอยู่กับงานซ้ำๆ เขาจะเริ่มเห็นโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจโอ๋และทีมใช้ AI พัฒนาขั้นตอนการทำงานให้สะดวกมากขึ้น, แม่นยำมากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น เรายังใช้ AI เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมตลาด และมองหาความต้องการใหม่ๆ รวมถึง pain point ของผู้บริโภค เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์”
ผู้บริหารยุคใหม่ไฟแรงให้ข้อคิดว่า “เมื่อก่อนเราอาจแข่งกันเรื่องต้นทุนแรงงาน แต่ต่อไปคนที่ชนะจะไม่ใช่คนที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวเร็วที่สุด หลายคนคิดว่าการใช้ AI ในองค์กรธุรกิจต้องลงทุนมหาศาล แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่แพงที่สุดไม่ใช่เงิน แต่อยู่ที่ Mindset ว่าเรากล้าเปลี่ยนวิธีทำงานหรือเปล่า โอ๋มั่นใจในอนาคตของธุรกิจเครื่องสำอางไทย แม้เศรษฐกิจจะซบเซาทั่วโลก แต่ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นในเครื่องสำอางจากประเทศไทย นอกจากเราจะครองตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ตลาดมิดเดิลอีสต์ก็ชื่นชอบเครื่องสำอางไทย เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง แต่ราคาเข้าถึงได้ ในวงการเครื่องสำอางใครเห็นเทรนด์ก่อน รู้ใจผู้บริโภคมากกว่า คนนั้นก็มีสิทธิ์ชนะตลาดก่อน”.
ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่