ไปทะเลทีไรเผลอกลืนน้ำทะเลทุกที! เคยสงสัยไหมว่าความเค็มมหาศาลนี้มาจากไหน? ชวนไขความลับธรรมชาติ ว่าด้วยเส้นทางความเค็มจากภูเขาสู่มหาสมุทร พร้อมเหตุผลว่าทำไมแม่น้ำถึงไม่เค็ม สรุปให้แบบเข้าใจง่ายๆ

เวลาไปเที่ยวทะเล กระโดดน้ำเล่นโต้คลื่นทีไร หลายคนคงเคยเผลอกลืนน้ำทะเลเข้าไปจนสำลักความเค็มกันมาบ้าง และคำถามยอดฮิตที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวตอนนั้นก็คือ "ทำไมน้ำทะเลถึงเค็ม?" ใครเอาเกลือไปเทไว้ หรือมันเค็มมาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์?

วันนี้เราจะพาไปไขความลับของธรรมชาติแบบเข้าใจง่ายๆ รับรองว่าอ่านจบแล้วไปเที่ยวทะเลครั้งหน้า จะมองน้ำทะเลเปลี่ยนไปแน่นอน

น้ำทะเลเอาความเค็มมาจากไหน?

ความจริงแล้วความเค็มของน้ำทะเลไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์ แต่มาจากกระบวนการทางธรรมชาติที่ค่อยๆ สะสมมานานนับพันล้านปี โดยมีพระเอกหลักอยู่ 2 แหล่งด้วยกัน คือ

1. ภารกิจของ "น้ำฝน" และ "ก้อนหิน"

จุดเริ่มต้นความเค็มไม่ได้อยู่ในทะเล แต่อยู่บนบก! เวลาที่ฝนตกลงมา น้ำฝนจะไปจับตัวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ทำให้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เมื่อน้ำฝนตกลงมากระทบโขดหินหรือภูเขา กรดอ่อนๆ นี้จะค่อยๆ กัดเซาะหินให้ผุกร่อน และดึงเอา "แร่ธาตุ" ที่ซ่อนอยู่ในหิน (โดยเฉพาะโซเดียมและคลอไรด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของเกลือ) ออกมาด้วย

หลังจากนั้น แร่ธาตุเหล่านี้ก็จะไหลไปตามน้ำ ลงสู่ลำธาร แม่น้ำ และไหลไปรวมกันที่ปลายทางอย่าง "มหาสมุทร" ลองนึกภาพว่าแม่น้ำทั่วโลกทำหน้าที่เป็นสายพานลำเลียงเกลือลงทะเลทุกวันตลอดหลายล้านปี ทะเลจะไม่เค็มก็คงไม่ได้แล้ว

2. ความลับจากใต้สะดือทะเล

นอกจากแร่ธาตุบนบกแล้ว ใต้มหาสมุทรลึกยังมีรอยแยกและปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลที่คอยพ่นน้ำร้อนจัดออกมา น้ำทะเลที่ซึมลงไปใต้เปลือกโลกจะไปละลายแร่ธาตุต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้บาดาล แล้วพ่นกลับขึ้นมาผสมกับน้ำทะเลด้านบน เป็นการเติมความเค็มจากก้นบึ้งมหาสมุทรอีกทางหนึ่ง

ไขความลับธรรมชาติ จุดเริ่มต้นความเค็มไม่ได้อยู่ในทะเล
ไขความลับธรรมชาติ จุดเริ่มต้นความเค็มไม่ได้อยู่ในทะเล

แล้วทำไม "แม่น้ำ" ถึงไม่เค็มล่ะ?

เมื่อแม่น้ำเป็นตัวพัดพาแร่ธาตุลงทะเล ทำไมเราถึงไม่รู้สึกว่าน้ำในแม่น้ำเค็ม?

คำตอบง่ายๆ คือ แม่น้ำเปรียบเสมือนทางผ่าน น้ำในแม่น้ำมีการไหลเวียน เติมน้ำใหม่จากฝนและต้นน้ำอยู่ตลอดเวลา ปริมาณแร่ธาตุที่เจือปนอยู่จึงมีน้อยมากๆ จนลิ้นของเราไม่สามารถรับรู้รสชาติความเค็มได้

แต่สำหรับมหาสมุทร มันคือ จุดหมายปลายทางสุดท้าย เมื่อน้ำไหลลงทะเลแล้วจะไม่มีที่ไปต่อ นอกจากระเหยกลายเป็นไอ (Evaporation) ขึ้นไปเป็นเมฆฝน ซึ่งแสงแดดจะดึงไปได้แค่น้ำเปล่าๆ ทิ้งแร่ธาตุและความเค็มให้ตกค้างสะสมอยู่ในทะเลต่อไปเรื่อยๆ นั่นเอง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วน้ำทะเลมีความเค็มอยู่ที่ประมาณ 3.5% หรืออธิบายให้เห็นภาพคือ ถ้านำน้ำทะเล 1 กิโลกรัมมาระเหยจนแห้ง เราจะได้เกลือประมาณ 35 กรัมนั่นเอง


ความเค็มของน้ำทะเลคือผลงานชิ้นเอกของธรรมชาติที่ใช้เวลาสร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน จากน้ำฝนที่ชะล้างโขดหินบนภูเขา ไหลผ่านแม่น้ำ และไปสะสมตัวรวมกันอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งเป็นกระบวนการของวัฏจักรน้ำที่ไม่มีวันสิ้นสุด รู้อย่างนี้แล้ว ไปเที่ยวทะเลครั้งหน้า คงได้คำตอบไปเล่าให้เพื่อนๆ หรือเด็กๆ ฟังได้แบบหล่อๆ สวยๆ แน่นอน