SEE THE COST คือธีมวันแรกของงาน "สุขมาราธอน ครั้งที่ 2" ที่ มสช. ร่วมกับ สสส. ใช้เปิดพื้นที่ให้สังคมไทยมองเห็นราคาที่กำลังจ่ายอยู่จากความเหลื่อมล้ำ

เมืองที่ต้องมีพาสปอร์ตถึงจะเข้าได้

หนังสือเดินทาง
หนังสือเดินทาง "สุข Marathon"


งานสุขมาราธอน ครั้งที่ 2: สุข City ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ จัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพองค์รวม (สพบ.) ไม่ได้ถูกจัดเป็นเวทีเสวนาตามปกติ แต่ถูกออกแบบเป็นเมืองจำลองขนาดย่อม ผู้เข้าร่วมลงทะเบียนแล้วรับพาสปอร์ตประจำตัว เดินสำรวจไปตามโซนต่างๆ ในฐานะ "พลเมืองสุข"

ธีมของวันแรกก็คือ SEE THE COST หรือราคาที่สังคมกำลังจ่ายจากความเหลื่อมล้ำ

คนที่ถูกวางให้อธิบายคำนี้คือ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งขึ้นเวทีช่วงเช้า พร้อมกับออกตัวแบบติดตลกว่า ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะพูดจะทำให้งานสุขมาราธอนกลายเป็นทุกข์มาราธอนหรือเปล่า

ดร.สมชัย อธิบายว่า ความไม่เท่ากันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ คนเราการศึกษาต่างกัน รายได้ก็ไม่เท่ากัน แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์สมัยก่อนก็ยังไม่เท่ากัน คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่าเราไม่เท่ากันหรือไม่ แต่คือเราไม่เท่ากันแบบไหน เขาใช้คำว่า "ความเหลื่อมล้ำที่ไม่ชอบธรรม" ซึ่งหมายถึงความเหลื่อมล้ำที่อธิบายไม่ได้ด้วยปัจจัยเชิงธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เพราะเกิดมาดีเอ็นเอไม่เท่ากันหรือไอคิวไม่เท่ากัน แต่เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า man made คือสังคมสร้างมันขึ้นมา

เพื่อให้เห็นภาพ ดร.สมชัยเล่าเรื่องแท็กซี่สองคัน

คันแรกอยู่ที่สิงคโปร์ ดร.สมชัยเล่าว่า เขาถามคนขับว่ารู้สึกอย่างไรกับความเหลื่อมล้ำในประเทศตัวเอง ระหว่างที่รถวิ่งผ่านตึกระฟ้าซึ่งเป็นที่ทำงานของบริษัทการเงินระดับโลก คนขับชี้ขึ้นไปบนยอดตึกแล้วบอกว่าคนพวกนั้นรวยกว่าเขาเยอะมาก น้ำเสียงมีความเป็นทุกข์อยู่บ้าง แต่พอถูกถามต่อว่ารู้สึกแย่แค่ไหน เขาหยุดคิดแล้วตอบว่ามันก็โอเคได้ระดับหนึ่ง เพราะคนที่อยู่บนยอดตึกนั้นขึ้นไปด้วยความสามารถและความเพียรพยายาม

คันที่สองอยู่ที่กรุงเทพฯ ระหว่างทางจากสุวรรณภูมิเข้าเมือง ดร.สมชัยถามคำถามเดียวกัน คำตอบที่ได้คือไม่โอเค เพราะคนขับมองว่าคนรวยในประเทศไทยจำนวนหนึ่งรวยขึ้นมาด้วยการเล่นพรรคเล่นพวก คอร์รัปชัน และระบบผูกขาด

ความไม่เท่ากันเหมือนกัน แต่แบบหนึ่งคนยังพอรับได้ อีกแบบหนึ่งรับไม่ได้ และความรู้สึกไม่โอเคแบบหลังนี่เอง ที่ ดร.สมชัยมองว่าทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ เกิดวาทกรรมสองมาตรฐาน และทำให้ประเทศผลักดันเรื่องสำคัญๆ ไม่ค่อยได้เพราะขาดเอกภาพ

ดร.สมชัย จิตสุชน
ดร.สมชัย จิตสุชน


ดร.สมชัยเสนอวิธีวัดไว้สองคำถาม คือประเทศไทยมีคนที่รวยอย่างไม่สมควรรวยเยอะไหม และมีคนที่จนอย่างไม่สมควรจนเยอะไหม เขาบอกว่า เวลาถามคำถามนี้ตามเวทีต่างๆ คนมักยกมือกันหมด

คำถามที่สองน่าสนใจกว่า เพราะมันหมายถึงคนที่ไม่ได้ขี้เกียจ ไม่ได้เสพยา ไม่ได้กินเหล้า พยายามขยันทำมาหากินเต็มที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นความยากจนอยู่ดี ถ้าสังคมหนึ่งมีคนแบบนั้นเยอะ ดร.สมชัยบอกว่านั่นคือสังคมที่ความเหลื่อมล้ำในนั้นไม่ชอบธรรม

ตัวเลขที่เขาฉายขึ้นจอวันนั้นทำให้คำว่า "ราคา" เป็นรูปธรรมขึ้น ประชากรไทยอายุเกิน 15 ปี ราว 61.7 เปอร์เซ็นต์ จบการศึกษาแค่ระดับมัธยมต้นหรือต่ำกว่านั้น ซึ่งเขาถามกลับว่าในโลกที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ มันพอไหม ซึ่งตรงนี้แทบไม่ต้องการคำตอบ เพราะไม่ว่ายังไงมันก็ไม่พอ

ก่อนลงเวที ดร.สมชัย ทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าร่วมมือกันทำอย่างมาราธอน สุดท้ายเราน่าจะแปลงจากทุกข์มาราธอน กลายเป็นสุขมาราธอนได้

ประโยคปิดของ ดร.สมชัยฟังดูสวย แต่มันทิ้งคำถามค้างไว้ทั้งห้อง ว่าเครื่องมือที่จะใช้แปลงคืออะไร

คำตอบของงานถูกวางไว้ในเวทีช่วงบ่ายที่ชื่อว่า "สุข Story Stage" ซึ่งไม่ได้เชิญนักวิชาการมาบรรยาย แต่ยกคนหน้างานจริงขึ้นเวที สามประเด็น สามช่วงวัย เรียงจากเด็กปฐมวัย ไปสู่เยาวชน และจบที่ผู้สูงอายุระยะท้าย

สิบวันที่พลิกห้องเรียน

เวทีเสวนา SOOK Story Stage ต้นแบบการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เด็กปฐมวัย (ICAP)
เวทีเสวนา SOOK Story Stage ต้นแบบการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เด็กปฐมวัย (ICAP)


เวทีแรกว่าด้วยโครงการ ICAP ย่อมาจาก Integrated Child-Centered Active Learning project ซึ่งพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง อ้างอิงแนวทางหลักสูตร High Scope ผู้ร่วมเวทีคือ สรรสร้าง ช่วยชู ผู้ช่วยผู้อำนวยการและฝ่ายสนับสนุนโครงการ ICAP, พลอย พิชัยยา ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเชียงของ, สิริดนย์ น้าวิไลเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ, อรนุชา มงคลรัตนชาติ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาและสวัสดิการเด็ก เยาวชน และครอบครัว กรมกิจการเด็กและเยาวชน และ ปัทมา เอี่ยมละออง ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการเงินการคลังและทรัพยากรทางการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

การจัดวางคนบนเวทีชุดนี้บอกอะไรบางอย่างตั้งแต่ยังไม่เริ่มพูด เพราะมีทั้งครูหน้างาน ท้องถิ่นที่ถือเงิน กรมที่ถือนโยบาย และหน่วยงานที่ถือสูตรจัดสรรงบประมาณ นั่งอยู่บนเวทีเดียวกัน

หัวใจของโครงการคือสิ่งที่เรียกว่า "10 วันมหัศจรรย์ พลิกโฉมห้องเรียน" ทีมโค้ชลงพื้นที่หนึ่งห้องเรียนเป็นเวลา 10 วัน วันแรกทำความเข้าใจและออกแบบร่วมกับครู วันที่ 2 ถึง 5 ลงมือจัดสภาพแวดล้อมทั้งในและนอกห้องเรียน วันที่ 6 ทีมงานสาธิตกระบวนการให้ครูดูตลอดกิจวัตรประจำวัน และวันที่ 7 ถึง 10 ครูลงมือทำเองโดยมีทีมงานเป็นพี่เลี้ยง

สิ่งที่เปลี่ยนไปในห้องเรียนคือการจัดมุมประสบการณ์ 5 มุม ได้แก่ มุมบล็อก มุมบ้าน มุมนิทาน มุมวิทยาศาสตร์ และมุมศิลปะ พร้อมกระบวนการ Plan-Do-Review ที่ให้เด็กวางแผนเอง ลงมือทำ แล้วกลับมาทบทวน และกิจกรรมพานิทานกลับบ้าน ที่ต่อช่วงเวลาคุณภาพจากห้องเรียนไปถึงครอบครัว

ผลลัพธ์ที่โครงการนำเสนอ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ระบุว่า จากการเก็บข้อมูลพัฒนาการเด็กด้วยเครื่องมือ DSPM ก่อนเริ่มโครงการจำนวน 3,021 คน พบเด็กที่สงสัยพัฒนาการล่าช้า 958 คน ในจำนวนที่ประเมินผลแล้ว 708 คน มีเด็กที่กลับมามีพัฒนาการสมวัยหลังเข้าร่วมโครงการ 692 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 98

ส่วนการประเมินทักษะสมองส่วนหน้าหรือ EF หลังดำเนินกระบวนการ 12 สัปดาห์ พบว่าเด็กในโครงการเพียงร้อยละ 3.9 ที่มีคะแนน EF ต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะที่เด็กร้อยละ 61.4 อยู่ในกลุ่มคะแนนสูงสุด คือ T-score เกิน 60 เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศที่กลุ่มเดียวกันอยู่ราวร้อยละ 18

ตลอดการทำงาน 9 ปี นับจากปี 2559 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ICAP มีห้องเรียนที่ใช้หลักสูตรแล้ว 1,534 ห้อง ใน 1,178 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล ครอบคลุม 75 จังหวัด เหลือเพียงมหาสารคามและเลยที่ยังไม่มีห้องเรียน ICAP มีครูผ่านการอบรมแล้ว 3,302 คน และมีเด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาศักยภาพราว 38,086 คนต่อปี

ตัวเลขนี้ฟังดูมาก จนกระทั่งเอาไปเทียบกับโจทย์จริง เพราะเอกสารของโครงการระบุว่าประเทศไทยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมากถึง 20,000 แห่ง ดูแลเด็กปฐมวัยกว่า 850,000 คนต่อปี การแข่งกับเวลาจึงเป็นความท้าทายสูงสุด แผนที่วางไว้คือขยายเป็น 3,000 แห่งหรือห้องเรียนภายในปี 2572 และ 6,500 แห่งภายในปี 2576

ICAP ยังเป็นหนึ่งในโครงการแรกๆ ที่ใช้โมเดล Pay for Success จริง เอกสารนำเสนอของโครงการระบุคำอธิบายของ อุไรลักษณ์ ลาภเบญจกุล ผู้บริหารโครงการ ว่ากลไกนี้ช่วยกระตุ้นทั้งเจ้าของโครงการและคนหน้างาน เพราะหากทำไม่สำเร็จก็จะไม่ได้รับเงินกลับมา

ห้องเวทมนตร์ กับเด็กที่ไม่มีบ้านจะกลับ

เวทีเสวนา SOOK Story Stage - ต้นแบบการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สุขภาพจิตเยาวชน (ครูนางฟ้า)
เวทีเสวนา SOOK Story Stage - ต้นแบบการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สุขภาพจิตเยาวชน (ครูนางฟ้า)


เวทีต่อมาว่าด้วยโครงการครูนางฟ้า ซึ่งพัฒนาครูให้เป็นผู้ค้นหา ดูแล และส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ร่วมเวทีคือ เทพประทาน สีดาบุตร จากโครงการครูนางฟ้า, ดร.พัทธยา ชนะพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 52 จังหวัดเลย, ตัวแทนจากสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และ ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ข้อมูลที่นำเสนอในวันที่ 17 กรกฎาคม ระบุว่า ตลอดสามปี โครงการสร้างเครือข่ายในโรงเรียนกว่า 200 แห่ง ปัจจุบันมีครูนางฟ้า 1,131 คน คัดกรองสุขภาพใจนักเรียนไปแล้วกว่า 20,000 คน และดูแลนักเรียนกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องกว่า 2,000 คน โดยกลุ่มที่จัดอยู่ในสีแดงลดลงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งห้องเงียบ ไม่ใช่ตัวเลขพวกนั้น

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ตั้งขึ้นตามพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ดูแลเด็กด้อยโอกาสทุกประเภทแบบประจำตลอด 24 ชั่วโมง เด็กบางคนถูกส่งต่อมาจากบ้านพักเด็ก และสถานสงเคราะห์ และในภาคเรียนที่ผู้ปกครองมารับกลับได้ ดร.พัทธยาบอกว่ามีเด็กบางคนไม่มีแม้แต่บ้านจะกลับ

ก่อนที่โรงเรียนจะรู้จักคำว่าครูนางฟ้า สิ่งที่ครูเจอคือเด็กที่ไม่พูด ไม่สบตา แอบไปร้องไห้อยู่คนเดียว บางคนแสดงออกด้วยพฤติกรรมรุนแรง มีทั้งเด็กที่ทำร้ายตัวเอง เด็กที่มีความคิดไม่อยากอยู่บนโลกนี้ เด็กที่อยู่ในภาวะซึมเศร้า และเด็กที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด คำถามแรกที่ครูถามออกไปตอนนั้นคือ ทำไมถึงทำร้ายตัวเองอย่างนี้ล่ะ

สิ่งที่ ดร.พัทธยาบอกว่าได้เรียนรู้จากทีมแพทย์ในโครงการ คือการเลิกถามคำว่าทำไม แล้วเปลี่ยนไปทำให้เด็กรู้สึกว่าไว้ใจครูได้มากพอที่จะอยากเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง

โรงเรียนพัฒนากระบวนการที่เรียกว่า ANGEL Model ขึ้นมา ประกอบด้วย Awareness คือสร้างความตระหนักและออกแบบระบบดูแลสุขภาพใจ, Nurture คือบ่มเพาะจิตวิญญาณครูนางฟ้าและการสื่อสารเชิงบวก, Guidance คือชี้แนะเชิงป้องกันและเฝ้าระวังสัญญาณซึมเศร้า, Empowerment คือเปิดห้องเวทมนตร์และใช้เครื่องมืออย่าง Deep Listening และ Digital Reflection Log และ Learning คือใช้ข้อมูลถอดบทเรียนและสร้างคลังพลังบวก

"ห้องเวทมนตร์" คือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับให้คำปรึกษา ภายในแบ่งเป็นมุมกิจกรรม ทั้งนวดบำบัด ศิลปะบำบัด สมาธิบำบัด เกมบำบัด และดนตรีบำบัด ปัจจุบันขยายไปครบทุกอาคารเรียนและหอพัก และครูทั้งโรงเรียนผ่านการอบรมครบร้อยเปอร์เซ็นต์ จากตอนเริ่มต้นที่มีแกนนำเพียง 10 คน

ผลที่วัดได้ชัดที่สุดมาจากการคัดกรองภาวะซึมเศร้าด้วยแบบประเมิน PHQ-A เปรียบเทียบปีการศึกษา 2568 กับ 2569 จากนักเรียนที่ได้รับการประเมิน 510 คนในปี 2568 และ 569 คนในปี 2569 พบว่าจำนวนนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มซึมเศร้ารุนแรงลดลงจาก 118 คน เหลือ 63 คน หรือลดลงร้อยละ 46.61 ขณะที่กลุ่มไม่มีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจาก 121 คน เป็น 191 คน

แล้ว ดร.พัทธยาก็เล่าถึงเด็กคนหนึ่ง ที่เคยกินยาเกินขนาดเพื่อจะจบชีวิตตัวเอง เคยทำร้ายร่างกายตัวเอง ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ไม่ยอมเข้าเรียน และคิดแต่จะหนีออกจากหอ

ในเวทีเดียวกัน ตัวแทนจาก สปสช. อธิบายว่าเหตุที่หน่วยงานด้านหลักประกันสุขภาพขยับมาทำงานกับภาคการศึกษา เพราะภาพที่อยากเห็นคือเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่ควรต้องเดินเข้าโรงพยาบาลเป็นที่แรก แต่ควรมีโรงเรียน ชุมชน หรือครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยด่านแรก โดยปีนี้เป็นปีแรกที่ สปสช. นำร่องบริการลักษณะนี้ในกลุ่มโรงเรียนสังกัด สพฐ. และผูกการจ่ายเงินไว้กับผลลัพธ์ตามหลัก Pay for Success

ตายไม่กลัว กลัวทรมาน

เวทีเสวนา SOOK Story Stage - ต้นแบบการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงการดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย
เวทีเสวนา SOOK Story Stage - ต้นแบบการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงการดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย


เวทีสุดท้ายว่าด้วยโครงการเยือนเย็น ผู้ร่วมเวทีคือ ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้ง "เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม", นพ.ปวิตร วณิชชานนท์ ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และ พญ.ดวงดาว ศรียากูล รองเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

ศ.ดร.นพ.อิศรางค์เล่าที่มาของชื่อโครงการว่ามาจากการไปเยือนตอนเย็น เพราะนั่นคือเวลาที่ลูกหลานเลิกงานและอยู่กันพร้อมหน้า ต่างจากการคุยในโรงพยาบาลที่มักได้คุยแค่กับผู้สูงอายุและคนที่ว่างที่สุด

สิ่งที่เขาค้นพบจากการไปนั่งคุยถึงบ้านคือ ผู้สูงอายุราวร้อยละ 93 บอกตรงกันว่า "ตายไม่กลัว กลัวทรมาน" และเมื่อรู้เช่นนั้น คำตอบก็ตามมาเองว่าคนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลแม้แต่วันเดียว ตลอด 8 ปี เยือนเย็นดูแลมาแล้วราว 2,500 เคส เป็นผู้ป่วยมะเร็งราวร้อยละ 60 และผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นมะเร็งอีกร้อยละ 40 โดยมีผู้ป่วยร้อยละ 72 ที่เสียชีวิตที่บ้านได้

เขาบอกว่างานที่ทีมทำจริงๆ ไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือการให้คำปรึกษาทั้งครอบครัวตลอด 24 ชั่วโมง เพราะคนที่ลังเลที่สุดมักไม่ใช่ผู้ป่วย แต่เป็นลูกหลานที่ต้องมั่นใจว่าการดูแลพ่อแม่ที่บ้านคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ในแง่ตัวเลข ศ.ดร.นพ.อิศรางค์อ้างถึงข้อมูลจากระบบของ สปสช. ที่มีผู้ศึกษาไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตคนไทยอยู่ที่ราวหนึ่งแสนถึงสองแสนบาทต่อคน ขณะที่การดูแลแบบเยือนเย็นใช้เงินราว 5,000 บาทต่อเคส เขายังชี้ว่าไม่จำเป็นต้องให้แพทย์ทุกคนหันมาทำงานด้านนี้ เพราะแพทย์ที่สนใจเพียงร้อยละ 1 ก็เพียงพอแล้ว

ทางด้าน นพ.ปวิตร ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน และผู้อำนวยการโรงพยาบาลละงู ชี้ว่างานดูแลผู้ป่วยระยะท้ายอยู่ในงานประจำของโรงพยาบาลชุมชนอยู่แล้ว ปัจจุบันมีโรงพยาบาลชุมชนราว 760 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งหมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานมีอยู่แล้ว เขายังกล่าวถึงแผนที่กำลังดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ในการปรับวิธีจ่ายเงินของหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยจะนำร่องหน่วยบริการต้นแบบ 97 แห่งทั่วประเทศ

ตลอดทั้งวัน คำที่ถูกพูดซ้ำมากที่สุดคือคำว่าผลลัพธ์ แต่สิ่งที่ค้างอยู่หลังจบงานกลับเป็นภาพเล็กๆ ห้องเรียนที่ถูกรื้อใหม่ในสิบวัน ห้องเวทมนตร์ที่แทรกอยู่ในหอพัก และการนั่งคุยกับผู้สูงอายุในเวลาที่ลูกหลานกลับถึงบ้านกันครบ

ไม่มีอะไรในนั้นที่ต้องรอเทคโนโลยีใหม่ หรือกฎหมายใหม่ มีเพียงการตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตคน แทนที่จะจ่ายให้กับกิจกรรมที่ทำเสร็จแล้ว และคำถามคือประเทศไทยจะใช้เวลาอีกเท่าไหร่กับการตัดสินใจเรื่องนั้น