เบาะที่นอนขึ้นรา เป็นปัญหาที่หลายคนอาจเคยเจอ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหรือบ้านที่มีความชื้นสูง นอกจากจะทำให้เกิดคราบดำและกลิ่นอับแล้ว เชื้อรายังอาจกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ หรือกระตุ้นโรคภูมิแพ้ได้

หากพบว่า “เบาะที่นอน” เริ่มมีเชื้อรา ไม่จำเป็นต้องรีบทิ้งเสมอไป เพราะหากเป็นในระยะเริ่มต้น ยังสามารถทำความสะอาดได้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง พร้อมดูแลไม่ให้เชื้อรากลับมาอีก ไทยรัฐมีวิธีทำความสะอาดที่นอนขึ้นรามาฝากกัน

อุปกรณ์ที่ควรเตรียมสำหรับทำความสะอาด “เบาะที่นอน”

ก่อนเริ่มทำความสะอาด ควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ได้แก่

  • เครื่องดูดฝุ่น
  • ผ้าสะอาดหรือฟองน้ำ
  • ขวดสเปรย์
  • เบกกิ้งโซดา
  • น้ำส้มสายชูชนิดไม่ผสมน้ำ (หรือใช้แอลกอฮอล์ 70% ผสมน้ำอุ่นในอัตรา 1:1)
  • หน้ากากอนามัยและถุงมือยาง เพื่อป้องกันการสัมผัสสปอร์เชื้อรา

วิธีทำความสะอาดเบาะที่นอนขึ้นรา ขจัดเชื้อราอย่างถูกวิธี

...

1. สวมอุปกรณ์ป้องกันก่อนเริ่มงาน

สวมหน้ากากและถุงมือทุกครั้ง จากนั้นเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท เพื่อลดการฟุ้งกระจายของสปอร์เชื้อราในห้อง

2. ดูดฝุ่นบนที่นอน

ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นสำหรับที่นอน เพื่อกำจัดสปอร์เชื้อราบริเวณผิวที่นอน รวมถึงตามตะเข็บและซอกต่างๆ ก่อนเริ่มทำความสะอาด (หากไม่มีเครื่องดูดฝุ่น บางคนใช้วิธีเคาะฝุ่นกลางแจ้ง)

3. ฉีดน้ำยากำจัดเชื้อรา

ฉีดน้ำส้มสายชูหรือแอลกอฮอล์ลงบนบริเวณที่มีเชื้อรา โดยฉีดเพียงให้ชื้นเล็กน้อย ไม่ควรให้เปียกโชก เพราะความชื้นที่สะสมอาจทำให้เชื้อรากลับมาได้อีก จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที

4. เช็ดคราบเชื้อรา

ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ บิดให้แห้งที่สุด แล้วเช็ดบริเวณที่เป็นเชื้อราอย่างเบามือ จนกว่าคราบจะค่อยๆ จางลง

5. โรยเบกกิ้งโซดา

หลังเช็ดทำความสะอาดแล้ว โรยเบกกิ้งโซดาทับบริเวณดังกล่าว ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน เพื่อช่วยดูดซับความชื้นและลดกลิ่นอับ

6. ดูดผงเบกกิ้งโซดาออก

ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดผงเบกกิ้งโซดาออกให้หมด เพื่อให้ที่นอนกลับมาสะอาด

7. ตากแดดให้แห้งสนิท

หากสามารถเคลื่อนย้ายได้ ควรนำที่นอนไปตากแดดจัดประมาณครึ่งวัน เพราะแสงแดดช่วยลดความชื้นและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ดี แต่หากย้ายไม่ได้ ให้เปิดหน้าต่างรับแสง พร้อมใช้พัดลมหรือเครื่องเป่าลมช่วยจนที่นอนแห้งสนิท

วิธีป้องกันไม่ให้เบาะที่นอนขึ้นรา ปลอดภัยต่อสุขภาพ

แม้จะทำความสะอาดจนหมดแล้ว แต่หากยังมีความชื้นสะสม เชื้อราก็สามารถกลับมาได้ ดังนั้นควรดูแลที่นอนอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้

  • เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเททุกวัน เพื่อลดความชื้นภายในห้อง
  • หากมีน้ำหกหรือที่นอนเปียก ควรรีบซับและทำให้แห้งทันที
  • ใช้ผ้ารองกันเปื้อนหรือผ้ารองที่นอนแบบกันน้ำ เพื่อป้องกันเหงื่อและของเหลวซึมลงสู่เบาะ
  • ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • พลิกหรือหมุนที่นอนทุก 3-6 เดือน เพื่อช่วยระบายอากาศและยืดอายุการใช้งาน

เมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยน “เบาะที่นอนใหม่”

หากเชื้อรากระจายเป็นวงกว้าง ฝังลึกเข้าไปในเนื้อที่นอน หรือทำความสะอาดแล้วกลิ่นอับและคราบยังไม่หาย รวมถึงคนในบ้านมีอาการภูมิแพ้หรือโรคทางเดินหายใจ การเปลี่ยนที่นอนใหม่อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะเชื้อราที่แทรกอยู่ภายในวัสดุของที่นอนอาจกำจัดได้ไม่หมด และยังส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

อ่านบทความเพิ่มเติม