เมื่อพูดถึงคำว่า "พระธุดงค์" หลายคนมักนึกถึงพระภิกษุที่สะพายกลด เดินเท้าเข้าป่า ข้ามภูเขา หรือจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ แต่แท้จริงแล้ว ความเข้าใจดังกล่าวเป็นเพียงภาพที่ผู้คนคุ้นตาเท่านั้น เพราะในทางพระพุทธศาสนา คำว่า "ธุดงค์" มีความหมายลึกซึ้งกว่าการเดินทาง และไม่ได้หมายความว่าพระที่ถือธุดงค์ทุกรูป จะต้องอยู่ป่าหรือเดินทางเสมอไป

จากหนังสือ "ธุดงค์ ทำอะไร ที่ไหน เพื่ออะไร?" โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ซึ่งได้พิมพ์เป็นธรรมทานเพื่อการศึกษาธรรมได้อธิบายความหมายของธุดงค์ไว้อย่างชัดเจน ไทยรัฐออนไลน์ได้รวบรวมมาฝากกัน

เปิดความหมาย "พระธุดงค์" คืออะไร

คำว่า "ธุดงค์" มาจากภาษาบาลีว่า "ธุตังคะ" ประกอบด้วยคำว่า "ธุต" แปลว่า การขัดเกลากิเลส และ "อังคะ" แปลว่า องค์ประกอบหรือข้อปฏิบัติ

...

ดังนั้น ธุดงค์ จึงหมายถึง ข้อปฏิบัติสำหรับขัดเกลากิเลส หรือคุณสมบัติของผู้ฝึกตน เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย มักน้อย สันโดษ และเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม

จุดมุ่งหมายสำคัญของการถือธุดงค์ ไม่ใช่การแสวงหาความลำบาก แต่เป็นการลดความยึดติดในปัจจัยต่างๆ ของชีวิต เพื่อให้มีเวลาและจิตใจมุ่งสู่การศึกษาและปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด "พระธุดงค์" ไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่าเสมอไป

แม้การอยู่ป่าจะเป็นหนึ่งในข้อธุดงค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าพระที่ถือธุดงค์ทุกรูป จะต้องจำพรรษาหรืออาศัยอยู่ในป่าเสมอไป เพราะพระธุดงค์ไม่ได้วัดกันที่การอยู่ป่า แต่วัดกันที่การสมาทานถือข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส

ในหลักพระพุทธศาสนา ธุดงค์มีทั้งหมด 13 ข้อ โดยครอบคลุมเรื่องการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้จีวร การฉันอาหาร และการอยู่อาศัย ซึ่งการอยู่ป่าเป็นเพียงหนึ่งในข้อปฏิบัติเท่านั้น

ทั้งนี้ การถือธุดงค์เป็นข้อปฏิบัติตามความสมัครใจ พระสามารถกำหนดระยะเวลาการสมาทานได้เอง จะถือเพียงไม่กี่วัน หลายเดือน หนึ่งพรรษา หรือทั้งชีวิตก็ได้ โดยถือเป็นการสมาทานเป็นการตั้งใจฝึกตนด้วยตนเอง ไม่ใช่พิธีกรรมที่ต้องได้รับการอนุญาตจากผู้อื่น

แล้วทำไมคนจึงเห็นพระธุดงค์เดินอยู่ตามป่า

ภาพพระเดินสะพายกลดที่พบเห็นกันบ่อย เกิดจากการที่พระบางรูปสมาทานข้อปฏิบัติที่เรียกว่า "รุกขมูลิกังคะ" หรือการถืออยู่โคนไม้ รวมถึง "อารัญญิกังคะ" คือการถืออยู่ป่า

เมื่อออกพรรษาแล้ว พระที่ถือข้อปฏิบัติเหล่านี้มักจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่ออาศัยโคนไม้เป็นที่พัก จึงทำให้ต้องเดินทางอยู่เสมอ จนคนทั่วไปเข้าใจว่าการเดินทางคือความหมายของการธุดงค์ แต่แท้จริงแล้ว การเดินไม่ใช่แก่นของธุดงค์ หากเป็นเพียงผลที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติบางข้อเท่านั้น

...

เปิดความหมาย "ธุดงควัตร 13 ข้อ" มีอะไรบ้าง

หลักธุดงควัตร 13 เป็นข้อปฏิบัติที่พระสามารถเลือกสมาทานตามกำลังและความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องถือครบทุกข้อ และบางข้อก็ไม่สามารถถือพร้อมกันได้ จากข้อมูลของสำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระบุรายละเอียดไว้ ดังนี้

1. ปังสุกูลิกังคะ ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

การใช้ผ้าที่ได้มาจากกองขยะ กองฝุ่นที่เขาทิ้งแล้ว ผ้าที่คนคลอดลูกและเขาทิ้งแล้วตลอดถึงผ้าที่เขาห่อศพ ไม่ใช่ผ้าที่ชาวบ้านถวาย พระธุดงค์ท่านเก็บผ้าดังกล่าวมาซักสะอาดนำไปเย็บเป็นจีวร

2. เตจีวรริกังคะ ถือการครองไตรจีวรเป็นวัตร

การใช้ผ้าเฉพาะที่จำเป็น เพียง 3 ผืน เท่านั้น ได้แก่ สบง คือ ผ้านุ่ง จีวร คือ ผ้าห่ม และสังฆาฏิ คือ ผ้าสารพัดประโยชน์ เช่น คลุมกันหนาว ปูนั่ง ปูนอน ปัดฝุ่น ใช้แทนสงบหรือจีวรเพื่อซักผ้าเหล่านั้น

3. สปทานจาริกังคะ ถือการเที่ยวบิณบาตเป็นวัตร

การบิณฑบาตต้องไปโปรดชาวบ้านที่เขาใส่บาตรทุกวันเรียงลำดับไปจะเว้นหรือเลือกรับอาหารบิณฑบาตบ้านใดไม่ได้ ไม่เลือกว่าเป็นบ้านคนรวยหรือคนจน ไม่เลือกว่าอาหารดีหรือไม่ดี ไม่ข้ามบ้านที่ไม่ถูกใจ ใครใส่บาตรก็ต้องรับไปตามลำดับ

4. บิณฑปาตกังคะ ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร

การฉันอาหารเฉพาะที่ได้มาจาการรับบิณฑบาตรมาเท่านั้น อาหารที่ชาวบ้านนำมาถวายนอกจากบิณฑบาตพระธุดงค์จะไม่รับ

...

5. เอกาสนิกังคะ ถือการนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร

การนั่นฉันอาหารเพียงวันละ 1 ครั้งในวันหนึ่ง เมื่อนั่งแล้วก็จะฉันจนเสร็จ หลังจากนั้นจะไม่ฉันอาหารอะไรอีกเลย นอกจากน้ำดื่ม

6. ปัตตบิณฑิกังคะ ถือการฉันในภาชนะเดียว (ฉันเฉพาะในบาตร) เป็นวัตร

การฉันอาหารที่บิณฑบาตได้และอาหารเหล่านั้นรวมกันทุกอย่างในบาตรไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือหวาน เพื่อไม่ให้ติดรสชาติของอาหาร

7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ถือการไม่รับอาหารเพิ่มเติมเป็นวัตร 

เมื่อรับอาหารมามากพอแล้วตัดสินใจว่าจะไม่รับอาหารอะไรเพิ่มอีกหลังจากถึงแม้ว่าใครนำอะไรมาถวายเพิ่มอีกก็จะไม่รับอะไรเพิ่มอีกถึงแม้อาหารนั้นจะถูกใจก็ตาม

8. อรัญญิกกังคะ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร

การบำเพ็ญจิตภาวนาอยู่เฉพาะในป่า ไม่อยู่ในชุมชน เพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองมารบกวนการปฏิบัติ เพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลส

9. รุกขมูลิกังคะ การถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร

การพักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้เท่านั้น ไม่อยู่ในกุฏิ หรืออาคารใดๆ งดการอยู่ในที่ที่มีหลังคาที่สร้างขึ้นมามุงบัง

10. อัพโภกาสิกังคะ ถืออยู่ที่กลางแจ้งเป็นวัตร

การอยู่แต่ในที่กลางแจ้งเท่านั้น จะไม่เข้าอยู่ในที่มุงบังใดๆ แม้แต่โคนต้นไม้ เพื่อไม่ให้ติดในที่อยู่อาศัย

11. โสสานิกังคะ ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร

การไปอาศัยอยู่ในป่าช้า งดเว้นจากที่พักอันสุขสบาย เพื่อจะได้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่ประมาท

12. ยถาสันถติกังคะ ถือการอยู่ในเสนาะสนะตามมีตามได้เป็นวัตร

การไม่เสาะหาที่อยู่อาศัยอันเป็นที่สะดวกสบายหรือถูกใจ จัดให้อยู่ ณ เสนาะสนะใด ก็ให้อยู่ ณ เสนาะสนะนั้น

...

13. เนสัชชิกังคะ ถือการนั่ง (ไม่นอน) เป็นวัตร

จะถือการนั่ง ยืน และเดินเท่านั้น งดเว้นอิริยาบถนอน ไม่เอนตัวลงให้หลังสัมผัสพื้นดินเลย ถ้าง่วงมากจะใช้การนั่งหลับเท่านั้น เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินในการนอน

การถือธุดงค์ของพระสงฆ์ มีอานิสงส์อย่างไร

หัวใจของธุดงค์ คือ การฝึกให้พระมีชีวิตเรียบง่าย ลดความกังวลเรื่องปัจจัยสี่ และขัดเกลากิเลสของตนเอง ช่วยในการเจริญกรรมฐาน เมื่อดำเนินชีวิตแบบมักน้อยสันโดษ ก็จะมีเวลาและอิสระในการศึกษา ปฏิบัติธรรม และพัฒนาจิตใจได้มากขึ้น ซึ่งการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ยังทำให้พระสามารถจาริกไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อเผยแผ่พระธรรม ช่วยแนะนำหลักธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้อีกด้วย

แม้ภาพจำของคนไทยจะคุ้นเคยกับพระสะพายกลดเดินเข้าป่า แต่แท้จริงแล้ว "ธุดงค์" ไม่ได้หมายถึงการเดินทางหรือการอยู่ป่าเพียงอย่างเดียว หากเป็นข้อปฏิบัติสำหรับขัดเกลากิเลสและฝึกตนให้มีความมักน้อย สันโดษ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เพื่อเอื้อต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม

ที่มาของข้อมูล : วัดญาณเวศกวัน, สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช