จากชุดแข่งขันที่นักฟุตบอลสวมใส่ในสนามสู่ลวดลายที่สะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชาติที่เข้าชิงชัยในการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยมีการออกแบบอยู่เบื้องหลัง

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เรื่องที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างแรกๆ ก็คือเรื่องของความร้อนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 32 องศาเซลเซียส ทำให้การออกแบบของเสื้อฟุตบอลของทีมที่ได้ไปลุยฟุตบอลโลกต้องมีการคำนึงถึงความร้อน ความชื้น และอีกประเด็นก็คือ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของชาตินั้นๆ อีกทั้งต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพของผู้เล่นลดลง

การออกแบบของไนกี้ (Nike) เบอร์หนึ่งของวงการฟุตบอล ได้พิจารณา 3 สิ่งด้วยกัน นั่นคือ ความร้อน ความชื้น และความภาคภูมิใจของชาติ ซึ่งสะท้อนออกมาในชุดแข่งขันของฝรั่งเศส บราซิล และอังกฤษ รวมถึงชาติเจ้าภาพอย่างสหรัฐอเมริกา และแคนาดา

การออกแบบเสื้อฟุตบอลนอกจากจะต้องดูดีแล้ว ยังต้องทำให้นักเตะใส่แล้วไม่ถูกลดทอนประสิทธิภาพในสนาม
การออกแบบเสื้อฟุตบอลนอกจากจะต้องดูดีแล้ว ยังต้องทำให้นักเตะใส่แล้วไม่ถูกลดทอนประสิทธิภาพในสนาม


ฟิล แม็กคาร์ตนีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรม การออกแบบ และผลิตภัณฑ์ของไนกี้ เปิดเผยว่า บริษัททำงานร่วมกับนักกีฬา โค้ช และสมาคมฟุตบอลต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าชุดแข่งส่งผลต่อเกมการเล่นอย่างไร อีกทั้งไนกี้ยังได้พูดคุยกับแฟนบอลด้วยว่า การสวมเสื้อทีมชาติอุรุกวัย การเป็นตัวแทนของฝรั่งเศส หรือการลงเล่นเพื่อแคนาดามีความหมายอย่างไร ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบที่สวยงาม

แม็กคาร์ตนีย์ ระบุว่า ไนกี้ได้พัฒนาชุดแข่งขันจากห้องปฏิบัติการภายในสำนักงานใหญ่ของไนกี้ โดยภายในอาคารมีลู่วิ่งระยะ 200 เมตร สนามฟุตบอลขนาดเล็ก และสนามบาสเกตบอล พร้อมกล้องจับการเคลื่อนไหวหลายร้อยตัวติดตั้งอยู่ทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังมีห้องจำลองอุณหภูมิที่จำลองผลกระทบของความร้อนและความชื้นที่มีต่อเสื้อผ้า โดยทดสอบทั้งกับคนจริงและหุ่นทดสอบหุ่นยนต์

แม็กคาร์ตนีย์ อธิบายว่า ทีมงานใช้ระบบจับการเคลื่อนไหวเพื่อดูว่านักเตะเคลื่อนไหวอย่างไรเมื่อสวมชุดแข่ง และชุดแข่งตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวนั้นอย่างไร พร้อมใช้ห้องจำลองอุณหภูมิทดสอบความสามารถในการระบายอากาศ การดูดซับเหงื่อ และการจัดการความชื้นของชุดแข่ง 

สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไนกี้พัฒนาผ้าชนิดใหม่ที่ระบุว่าระบายอากาศได้ดีขึ้นและผลิตจากวัสดุรีไซเคิลทั้งหมด โดยเทคนิคการถักทอผ้าที่ใช้ตาข่ายในบางจุดช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ ตอบโจทย์เรื่องการควบคุมอุณหภูมิที่นักเตะเรียกร้องมาตลอด

อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านการทดสอบมาอย่างเข้มข้น กระบวนการเปิดตัวชุดแข่งก็ยังเจออุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะรอยนูนบริเวณตะเข็บไหล่ของชุดแข่งหลายทีมของทีมชาติฝรั่งเศส และอุรุกวัย ก่อนที่จะแก้ไขให้ทันทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มต้นขึ้น

แม้คุณสมบัติทางกายภาพของชุดแข่งจะสำคัญต่อนักกีฬา แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็มีความสำคัญไม่แพ้กันสำหรับแฟนบอลที่สวมใส่เสื้อทีมชาติและต้องการความรู้สึกเชื่อมโยงกับทีมที่ตนเชียร์ แม็กคาร์ตนีย์ระบุว่าทีมออกแบบดึงแรงบันดาลใจจากหลากหลายแหล่ง ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศนั้นๆ ให้มากที่สุด

วิลเลียม ซาลิบา กับชุดเยือนของทีมชาติฝรั่งเศส
วิลเลียม ซาลิบา กับชุดเยือนของทีมชาติฝรั่งเศส


ลวดลายของชุดเยือนของทีมชาติฝรั่งเศส
ลวดลายของชุดเยือนของทีมชาติฝรั่งเศส


ตัวอย่างเช่น ชุดเยือนของฝรั่งเศสใช้โทนสีเขียวอ่อนที่สื่อถึงคราบสนิมสีเขียวบนเทพีเสรีภาพ ซึ่งฝรั่งเศสมอบให้สหรัฐอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยป้ายด้านในเสื้อมีคำว่า "Liberté" สลักอยู่ภายในภาพเงาของมงกุฎเทพีเสรีภาพ ส่วนด้านหน้าเสื้อมีรูปไก่ตัวผู้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทั้งทีมชาติและประเทศฝรั่งเศส พร้อมดาวสองดวงแทนแชมป์ฟุตบอลโลกสองสมัยของฝรั่งเศสจากปี 1998 และ 2018

ชุดเหย้าของทีมชาติฝรั่งเศส
ชุดเหย้าของทีมชาติฝรั่งเศส


ชุดเหย้าของฝรั่งเศสยังมาพร้อมปกเสื้อ เช่นเดียวกับชุดของอุรุกวัย โดยไนกี้ระบุว่า การตัดสินใจใส่ปกเสื้อมาจากความต้องการของแต่ละสมาคมฟุตบอลเอง ฝรั่งเศสต้องการสะท้อนความเป็นเมืองหลวงแฟชั่นของโลก 

ขณะที่อุรุกวัยต้องการคงความคลาสสิกแบบดั้งเดิม ซึ่งสอดคล้องกับชุดแข่งในยุคก่อนหน้าที่นิยมใส่ปกเสื้อกันอย่างแพร่หลาย

ทางด้านสัญลักษณ์ประจำชาติก็ถูกนำมาพิจารณาในการออกแบบชุดของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเช่นกัน โดยชุดเหย้าของสหรัฐฯ มีลายทางแนวนอนสีแดง และสีขาว สื่อถึงธงชาติอเมริกันที่โบกสะบัด ส่วนชุดของแคนาดาโดดเด่นด้วยใบเมเปิลขนาดใหญ่ แม็กคาร์ตนีย์สรุปว่า โดยเฉพาะในมหกรรมระดับฟุตบอลโลกเช่นนี้ ทีมออกแบบให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสะท้อนความภาคภูมิใจของชาติผ่านชุดแข่งขัน

ชุดแข่งขันของอาดิดาสในปี 2026
ชุดแข่งขันของอาดิดาสในปี 2026


ทางด้านอาดิดาส (Adidas) อีกหนึ่งแบรนด์ชั้นนำของโลกฟุตบอล ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งขันของทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมแชมป์โลกจากปี 2022 และสเปน ทีมชั้นนำในฐานะแชมป์ยูโร 2024 รวมถึงเบลเยียม และเม็กซิโก ทีมเจ้าภาพ ก็เปิดตัวอุปกรณ์ระบายความร้อนสำหรับทัวร์นาเมนต์นี้เช่นกัน

สำหรับอาร์เจนตินา ชุดเหย้ายังคงเอกลักษณ์ลายทางแนวตั้งสีฟ้าขาวแบบดั้งเดิม แต่ครั้งนี้อาดิดาสเพิ่มลูกเล่นด้วยการไล่เฉดสีฟ้าสามโทนที่แตกต่างกัน ซึ่งอ้างอิงจากเสื้อที่ทีมสวมใส่ในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกทั้งสามสมัย คือปี 1978, 1986 และ 2022 

ขณะที่สเปน ชุดเหย้ามาในดีไซน์ลายทางพินสไตรป์ โดยใช้พื้นสีแดงตัดกับเส้นแนวตั้งสีเหลืองที่ดึงโทนสีมาจากธงชาติและตราสัญลักษณ์ของประเทศ พร้อมสลักคำว่า "ESPAÑA" ไว้บริเวณด้านหลังคอเสื้อ

ทีมชาติเบลเยียม เจ้าของฉายาปิศาจแดงแห่งยุโรป
ทีมชาติเบลเยียม เจ้าของฉายาปิศาจแดงแห่งยุโรป


ทางด้านเบลเยียมชุดเหย้ายังคงโทนสีแดงเข้มตัดด้วยสีดำและเหลือง พร้อมลวดลายธีมเปลวไฟที่ได้แรงบันดาลใจจากฉายา "ปีศาจแดง" (Red Devils) ของทีม ส่วนเม็กซิโก ในฐานะหนึ่งในเจ้าภาพ ได้สลักวลี "SOMOS MÉXICO" ซึ่งแปลว่า "เราคือเม็กซิโก" ไว้บริเวณด้านหลังคอเสื้อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นหนึ่งเดียว และความหลงใหลในเกมลูกหนังที่หล่อหลอมจิตวิญญาณของชาวเม็กซิกัน

นอกเหนือจากงานออกแบบแล้ว อาดิดาสยังเปิดตัวระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า "CLIMACOOL SYSTEM" สำหรับทัวร์นาเมนต์นี้โดยเฉพาะ เพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดและความชื้นสูงในหลายเมืองเจ้าภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อาดิดาสพัฒนาร่วมกับทีม Mercedes-AMG Petronas จากวงการฟอร์มูลาวัน ก่อนนำมาปรับใช้กับวงการฟุตบอล โดยระบบนี้ ประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ เสื้อกั๊กระบายความร้อนที่บรรจุเจลแช่แข็ง เสื้อแจ็กเก็ตเก็บความเย็นของแต่ละสมาคม และอุปกรณ์สวมทับรองเท้า (overshoe) สำหรับลดอุณหภูมิบริเวณเท้า

หลักการทำงานของระบบนี้แบ่งเป็นสองขั้นตอนหลัก โดยนักเตะจะสวมเสื้อกั๊กทับเสื้อแข่งขัน ภายในบรรจุเจลชนิดพิเศษที่ถูกแช่แข็งไว้ก่อนใช้งาน เมื่อเจลค่อยๆ ละลาย จะถ่ายเทความเย็นไปยังบริเวณลำตัว ช่องท้อง และแผ่นหลัง เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายลงอย่างเป็นระบบ จากนั้น นักเตะจะสวมเสื้อแจ็กเก็ตของสมาคมทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งโครงสร้างแบบกันอากาศจะช่วยกักเก็บความเย็นไว้รอบเสื้อกั๊ก และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนได้เกือบสองเท่า เมื่อใช้สองส่วนนี้ร่วมกัน จะสามารถลดอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายได้ถึง 0.5 องศาเซลเซียส และลดอุณหภูมิผิวหนังได้มากถึง 13 องศาเซลเซียส ส่วนอุปกรณ์สวมทับรองเท้า ใช้เจลทำความเย็นเช่นกัน โดยช่วยลดอุณหภูมิบริเวณเท้าลง 2 องศาเซลเซียสภายในเวลา 7 นาที โดยไม่กระทบต่อการสัมผัสและการเคลื่อนไหวของนักเตะ 

ที่มา: FastCompany