เคยมั้ย? พยักหน้าหงึกๆ ในห้องประชุมไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับหัวหน้า แต่เป็นเพราะกำลัง “สู้ชีวิตกับความง่วง” ขั้นสุดยอด!
อาการง่วงนอนช่วงบ่าย (Afternoon Slump) หรือที่หลายคนเรียกว่า “Food Coma” เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ของมนุษย์เราที่จะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาในช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสี่โมง ประกอบกับมื้อเที่ยงจัดเต็มที่เพิ่งกินไป แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ให้ความง่วงทำลายประสิทธิภาพการทำงาน วันนี้เราได้รวบรวมวิธีแก้ง่วงฉบับเห็นผลจริงที่ชาวออฟฟิศทำตามได้ทันทีมาฝากกัน
1. ปรับ “มื้อเที่ยง” ปิดสวิตช์ความง่วงตั้งแต่ต้นเหตุ
สาเหตุอันดับหนึ่งของอาการง่วงตาจะปิด มาจากสิ่งที่คุณตักเข้าปากตอนเที่ยง หากคุณอัดข้าวแป้งขัดสี ของทอด หรือน้ำหวาน ร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและดิ่งฮวบในเวลาต่อมา จนเกิดอาการ Sugar Crash หรือเพลียแดดออฟฟิศนั่นเอง
- ลดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว: เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง หรือลดปริมาณเส้นก๋วยเตี๋ยวลง
- เน้นโปรตีนและไฟเบอร์: เพิ่มอกไก่ ไข่ต้ม ปลา หรือเต้าหู้ในมื้อเที่ยง โปรตีนและไฟเบอร์จากผักจะช่วยให้พลังงานคงที่ ไม่ทำให้ง่วงนอน
- ระวังน้ำตาลแฝง: ชานมไข่มุก กาแฟโบราณ หรือแม้แต่น้ำสลัดครีมข้นๆ คือตัวการดูดพลังชั้นดี
...
2. เทคนิค “Smart Caffeine” ดื่มกาแฟอย่างไรให้ตื่นจริง
หลายคนง่วงปุ๊บวิ่งไปกดกาแฟปั๊บ แต่รู้ไหมว่าการอัดคาเฟอีนซ้ำๆ ในช่วงบ่ายอาจทำให้วงจรการนอนคืนนี้พัง และทำให้ง่วงหนักกว่าเดิมในวันรุ่งขึ้น
- ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดื่มกาแฟแก้วที่สองของวันคือช่วง 13.00 - 14.00 น. (ก่อนที่อาการง่วงจะจู่โจมเต็มที่) และควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟหลังบ่ายสองโมงครึ่ง เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับตอนกลางคืน
- หากไม่อยากพึ่งกาแฟ ลองเปลี่ยนมาดื่ม ชาเขียวร้อน หรือ ชาเพพเพอร์มินต์ กลิ่นหอมสดชื่นของมินต์และการจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ จะช่วยกระตุ้นประสาทให้ตื่นตัวได้ดีไม่แพ้กัน
3. ขยับร่างกาย ไล่ความง่วง
การนั่งจมอยู่กับเก้าอี้และจ้องหน้าจอนานๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง สมองได้รับออกซิเจนน้อยลง จึงไม่แปลกที่คุณจะหาวแล้วหาวอีก
- ลุกเดิน 5 นาที: เดินไปเข้าห้องน้ำ เดินไปเม้าท์มอยกับเพื่อนร่วมงาน (เรื่องงานนะ!) หรือเดินไปเติมน้ำ
- ยืดเหยียดข้างโต๊ะทำงาน: หมุนหัวไหล่ ยืดแขนไปข้างหน้า หรือบิดลำตัวซ้าย-ขวา เพื่อกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียน
- ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น: วิธีเบสิกแต่ได้ผลชงัด น้ำเย็นจัดจะช่วยกระตุ้นเส้นประสาทบนใบหน้าให้ตื่นตัวทันที
4. บำบัดด้วยกลิ่นและแสง (Sensory Stimulation)
บางครั้งออฟฟิศที่เปิดไฟสลัวๆ แอร์เย็นฉ่ำ ยิ่งเหมือนเปลไกวให้เราหลับ ลองใช้วิธีหลอกประสาทสัมผัสของร่างกายดูครับ
- เปิดหน้าต่างรับแสงธรรมชาติ: แสงแดดจะช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (ฮอร์โมนแห่งการนอน) ทำให้ร่างกายรู้ว่า “นี่ยังไม่ใช่เวลานอนนะ!”
- ยาดมหรือน้ำมันหอมระเหย: พกกลิ่นส้ม (Citrus) หรือกลิ่นยูคาลิปตัสติดโต๊ะไว้ เมื่อเริ่มง่วงให้หยิบมาสูดดม กลิ่นแนวสดชื่นจะช่วยปลุกสมองให้กะปรี้กะเปร่า
5. ตารางเปรียบเทียบ: สิ่งที่ควรทำ VS สิ่งที่ควรเลี่ยง เมื่อเพลียช่วงบ่าย
| สิ่งที่ควรทำ (Do) | สิ่งที่ควรเลี่ยง (Don't) |
| ดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วใหญ่ (ภาวะขาดน้ำทำให้สมองล้า) | อัดเครื่องดื่มชูกำลัง หรือน้ำอัดลม (หวานเกินไป) |
| เคี้ยวหมากฝรั่งรส มินต์ (การเคี้ยวช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง) | นั่งฟุบโต๊ะแบบครึ่งหลับ ครึ่งตื่นนานเกิน 30 นาที |
| แอบงีบแบบ Power Nap 15-20 นาทีพอดีๆ | กินขนมขบเคี้ยว ประเภทเบเกอรี่หรือขนมถุง |
...
6. ลุกไม่ไหว? ลอง “Power Nap” สยบทุกความง่วง
หากลองมาทุกวิธีแล้วเปลือกตายังหนักอึ้งเหมือนมีลูกตุ้มมาถ่วง การฝืนทำงานต่อไปอาจทำให้งานพังได้ ลองขออนุญาตหัวหน้าหรือใช้ช่วงเวลาพัก แอบงีบหลับสั้นๆ หรือที่เรียกว่า Power Nap เป็นเวลา 15 - 20 นาที (ห้ามเกินนี้เด็ดขาด)
การงีบหลับในระยะตื้น (Light Sleep) จะช่วยรีเซ็ตสมอง ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มสมาธิในการทำงานได้อย่างมหัศจรรย์ เหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ก้อนใหม่พร้อมลุยงานจนถึงเวลาเลิกงานอย่างสดชื่น