บิลค่าไฟมาทีไรหลายคนต้องปาดเหงื่อกับปัญหา "ค่าไฟแพง" ชวนไขข้อสงสัย "ค่า Ft" ในบิลค่าไฟคืออะไร ทำไมผู้ใช้ไฟฟ้าถึงต้องเป็นคนจ่าย สรุปง่ายๆ ให้คนใช้ไฟเข้าใจและเตรียมรับมือได้ถูกต้อง
ค่าไฟแพงทะลุปรอท สรุปแล้ว ค่า Ft ในบิลคืออะไร?
ทุกครั้งที่บิลค่าไฟส่งมาถึงบ้าน หลายคนมักเกิดคำถามว่าทำไมเดือนนี้ ค่าไฟแพง ทั้งที่ใช้ไฟฟ้าเท่าเดิม หรือบางคนอาจเพิ่งสังเกตเห็นคำว่า "ค่า Ft" ที่บวกเพิ่มเข้ามาในบิล สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่?
ค่า Ft หรือที่ย่อมาจากคำว่า Fuel Adjustment Charge (ในอดีตคือ Float time) คือ "ค่าไฟฟ้าผันแปร" หรือค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะมีการปรับปรุงทุกๆ 4 เดือน โดยข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า ปัจจัยหลักที่นำมาคำนวณค่า Ft ได้แก่ ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า (เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันนำเข้า ถ่านหิน) และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีความผันผวน
ทำไมประชาชน ต้องเป็นคนจ่ายค่า Ft?
โครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ "ค่าไฟฟ้าฐาน" ซึ่งสะท้อนต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง (มักจะคงที่ประมาณ 3-5 ปี) และ "ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)"
สาเหตุที่ต้องมีการแยกค่า Ft ออกมา และให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันนั้น เป็นเพราะกลไกการสะท้อนต้นทุนตามความเป็นจริง หากช่วงไหนราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับตัวลดลง ค่า Ft ก็จะติดลบ (นำไปเป็นส่วนลดค่าไฟ) แต่ในทางกลับกัน หากราคาเชื้อเพลิงโลกพุ่งสูงขึ้น ค่า Ft ก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามมติของ กกพ. นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บางช่วงเวลาเราต้องเผชิญกับสภาวะค่าไฟแพงขึ้นอย่างเงียบๆ
...
เทียบบิลให้ดูชัดๆ ค่าไฟแพงเพราะเราใช้เยอะ หรือเพราะค่า Ft?
หลายคนเพิ่งรู้และมักเข้าใจผิดว่า ค่าไฟแพงเพราะแอร์เก่าอย่างเดียว ลืมดูค่า Ft ไปหรือเปล่า? ความจริงแล้วบิลค่าไฟ 1 ใบ ประกอบด้วย
- 1. ค่าพลังงานไฟฟ้า คิดตามจำนวน "หน่วย" (Unit) ที่เราใช้จริง ยิ่งใช้เยอะ เรทยิ่งแพงแบบอัตราก้าวหน้า
- 2. ค่า Ft นำ (จำนวนหน่วยที่ใช้ x อัตราค่า Ft ในงวดนั้น)
- 3. ค่าบริการรายเดือน อัตราคงที่ตามประเภทผู้ใช้ไฟ
- 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)
ดังนั้น หากคุณใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟ (เช่น แอร์เก่าที่คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก) จำนวนหน่วยไฟฟ้าก็จะพุ่งสูงขึ้น เมื่อนำไปคูณกับค่า Ft ที่อาจกำลังปรับฐานสูงขึ้น ผลลัพธ์คือค่าไฟโดยรวมจะแพงทะลุปรอทแบบทวีคูณ สรุปคือ "ยิ่งใช้ไฟเยอะ ยิ่งโดนคูณค่า Ft เยอะ" นั่นเอง
เตรียมตัวรับมืออย่างไร ไม่ให้กระเป๋าฉีก
มนุษย์เงินเดือนที่ต้องปาดเหงื่อกับค่าใช้จ่าย สามารถรับมือกับปัญหาค่าไฟแพงได้ที่ต้นเหตุ โดยการลดจำนวน "หน่วย" การใช้ไฟฟ้าลง ซึ่งจะช่วยดึงทั้งค่าไฟฟ้าฐานและส่วนที่ต้องคูณค่า Ft ให้ต่ำลงตามไปด้วย เช่น การล้างแอร์เป็นประจำทุก 6 เดือน, ปรับอุณหภูมิแอร์ให้อยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียสควบคู่กับการเปิดพัดลม, และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานเสมอ
เพียงเท่านี้ ไม่ว่าแนวโน้มค่า Ft รอบหน้าจะปรับไปเท่าไหร่ เราก็สามารถควบคุมบิลค่าไฟไม่ให้กระทบสภาพคล่องในกระเป๋าได้แล้ว