วัยทำงาน เสี่ยงภาวะสมาธิสั้นเทียม จากไลฟ์สไตล์ติดสมาร์ทโฟนและทำงานหลายอย่างพร้อมกัน กรมสุขภาพจิตชี้กระทบประสิทธิภาพงานและความจำ พร้อมแนะวิธีปรับพฤติกรรมเพื่อฟื้นฟูสมาธิ
เช็กอาการสมาธิสั้นเทียม ภัยเงียบวัยทำงาน พร้อมวิธีแก้
ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้ว่าไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ต้องผูกติดอยู่กับสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง พฤติกรรมเหล่านี้แม้จะตอบโจทย์ความรวดเร็ว แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็นภัยเงียบที่ก่อให้เกิด "ภาวะสมาธิสั้นเทียม" ซึ่งกำลังบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของวัยทำงานอย่างไม่รู้ตัว
ภาวะสมาธิสั้นเทียม คืออะไร?
ภาวะสมาธิสั้นเทียม (Pseudo-ADHD) ไม่ใช่โรคทางจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติของสมองตั้งแต่กำเนิดเหมือนโรคสมาธิสั้น (ADHD) แต่เป็นภาวะที่เกิดขึ้นจาก "พฤติกรรม" และ "สภาพแวดล้อม" ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการรับข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันสั้น และการพยายามทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) จนทำให้สมองจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้น้อยลง
พฤติกรรมไลฟ์สไตล์ที่กระตุ้นให้เกิดสมาธิสั้นเทียม
- การเสพติดโซเชียลมีเดีย การเลื่อนหน้าจอมือถือ (Scrolling) ดูคลิปวิดีโอสั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองชินกับการรับความบันเทิงที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
- การทำงานแบบ Multitasking การตอบแชตเรื่องงาน พร้อมกับฟังพอดแคสต์ และพิมพ์เอกสารไปพร้อมๆ กัน ทำให้สมองไม่ได้จดจ่อกับสิ่งใดอย่างลึกซึ้ง (Deep Work)
- การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป การมีสิ่งแจ้งเตือน (Notification) ตลอดเวลา ทำให้สมาธิถูกขัดจังหวะอยู่เสมอ
...
เช็กสัญญาณ อาการสมาธิสั้นในวัยทำงาน
วัยทำงาน สามารถสังเกตตัวเองเบื้องต้นได้ว่ากำลังเผชิญกับภาวะสมาธิสั้นเทียมหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้
- ไม่สามารถจดจ่อกับการทำงานที่ต้องใช้ความคิดต่อเนื่องได้นานเกิน 15-20 นาที
- มีความอดทนต่ำ รอคอยอะไรนานๆ ไม่ได้ รู้สึกหงุดหงิดง่าย
- ขี้หลงขี้ลืม เช่น ลืมของ ลืมเวลานัดหมาย หรือลืมงานที่เพิ่งได้รับมอบหมาย
- ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็กอยู่เสมอ แม้จะไม่มีเสียงแจ้งเตือน
- ทำงานผิดพลาดในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บ่อยครั้ง
วิธีแก้สมาธิสั้น ทวงคืนโฟกัสฉบับคนรุ่นใหม่
ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตใจและการปรับพฤติกรรม เพื่อลดความเครียดและฟื้นฟูสมาธิในวัยทำงานไว้ดังนี้
1. ทำ Digital Detox จัดระเบียบการใช้หน้าจอกำหนดเวลาการใช้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน เช่น งดเล่นมือถือ 1 ชั่วโมงก่อนนอน หรือปิดการแจ้งเตือน (Notification) ของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นในเวลางาน เพื่อลดการถูกขัดจังหวะ
2. ฝึกทำงานทีละอย่าง ลดการทำ Multitasking หันมาจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritize) และทำทีละชิ้นให้เสร็จสมบูรณ์ จะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดได้ดีกว่า
3. จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงาน จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ เก็บสิ่งรบกวนสายตาหรือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจออกไป เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการใช้สมาธิ
4. พักผ่อนและหากิจกรรมออฟไลน์ทำ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสมองที่ปลอดโปร่ง นอกจากนี้ควรหากิจกรรมที่ช่วยฝึกสมาธิ เช่น การอ่านหนังสือเป็นเล่ม การปลูกต้นไม้ หรือการออกกำลังกาย
ภาวะสมาธิสั้นเทียมในกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นผลพวงมาจากไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลและการทำงานที่เร่งรีบ แม้จะไม่ใช่โรคติดต่อเรื้อรัง แต่หากปล่อยไว้ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งหน้าที่การงานและสุขภาพจิตในระยะยาว การตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมของตนเองและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ลดการเสพติดหน้าจอ และหันมาโฟกัสกับปัจจุบัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการทวงคืนสมาธิและประสิทธิภาพการทำงานให้กลับคืนมาอีกครั้ง