งานคราฟท์เบียร์สากล TIBA 2026 ณ โรงแรม ควีนส์แลนด์ พญาไท ประกาศรางวัลผู้ชนะเหรียญทอง-เงิน-ทองแดง พร้อมเปิดโรดแมปแก้กฎหมายและโชว์นวัตกรรมใช้ข้าวไทยต้มเบียร์ยกระดับอุตสาหกรรมสู่เวทีโลก
สรุปงาน TIBA 2026 ค่ำคืนแห่งเกียรติยศวงการเบียร์ไทย กางแผนอนาคตพร้อมชูนวัตกรรมขยายมูลค่า "ข้าวไทย"
วงการเครื่องดื่มไทยเติบโตไปอีกขั้นในงาน TIBA Ceremony – Association Gala Night 2026 ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลการประกวดคราฟท์เบียร์ระดับสากล "Thailand International Beer Awards 2026" (TIBA 2026) จัดขึ้น ณ โรงแรม ควีนส์แลนด์ พญาไท เพื่อสร้างพื้นที่เครือข่ายความร่วมมือและร่วมแสดงความยินดีกับผู้ผลิตเบียร์อิสระ
ภายในงาน คุณศุภพงษ์ พรึงลำภู นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ ได้กล่าวถึงความสำเร็จตลอด 12 ปีที่ผ่านมาในการต่อสู้เพื่อผลักดันแก้ไขกฎหมาย ปลดล็อกกำลังการผลิตขั้นต่ำจนเกิดโรงเบียร์ขนาดกลาง พร้อมทั้งประกาศแผนงานหลัก 5 ด้านในอีก 2 ปีข้างหน้า ได้แก่
...
- การเจรจาภาครัฐเพื่อปลดล็อกกฎหมาย มุ่งเน้นการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ผลักดันการขายออนไลน์ การอนุญาตโฆษณา ส่งเสริมการส่งออก และปรับปรุงการขออนุญาตผลิต
- ยกระดับมาตรฐานทางเทคนิคร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ ออกหลักสูตรอบรมผู้ควบคุมโรงเบียร์ทดแทนกฎหมายเดิมที่จำกัดเฉพาะผู้เรียนตรงสาย พร้อมจัดทำตรารับรองคุณภาพให้ร้านค้าหรือบาร์เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
- สนับสนุนผู้ต้มเบียร์อิสระ (Homebrewer) ให้ทำงานร่วมกับโรงเบียร์ขนาดเล็กทั่วประเทศ พร้อมผลักดันการประกวดเบียร์ระดับภูมิภาคสู่ระดับสากล
- ส่งเสริมเศรษฐกิจและการตลาด สานต่อโครงการ "Passport" ท่องเที่ยวร้านคราฟท์เบียร์ และงาน "Thai Craft Week" ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกระตุ้นยอดขายทั่วประเทศโดยไม่ต้องเสียต้นทุนออกบูธร่วมกัน
- การเตรียมจัดเทศกาลเบียร์ระดับนานาชาติ (Thailand International Beer Festival) ในปีหน้า ซึ่งจะรวมงานประกวด งานสัมมนา และงานแสดงสินค้าไว้ในที่เดียว
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
เจาะลึกศักยภาพ "ข้าวไทย" วัตถุดิบท้องถิ่นสู่คราฟท์เบียร์ระดับโลก
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญจากเวทีเสวนาในงาน TIBA 2026 คือการบรรยายหัวข้อ "ศักยภาพของข้าวไทยในมุมมองของการ Brewing" โดย คุณณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เทพนม Brewing และอดีตนายกสมาคมคราฟท์เบียร์ฯ ได้อธิบายถึงการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มไว้อย่างน่าสนใจ
มุมมองตะวันตกเทียบเอเชีย และเอกลักษณ์ของข้าวไทย
ข้อมูลจากงานเสวนาชี้ให้เห็นความแตกต่างของมุมมองระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออก โดยชาติตะวันตกมักมองข้าวเป็นเพียงวัตถุดิบเสริม (Adjunct) เพื่อลดบอดี้ของเบียร์ให้ดื่มง่ายขึ้น ในขณะที่เอเชียมีรากฐานการใช้ข้าวทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มานานกว่า 500-1,000 ปี ซึ่งประเทศไทยเองมีความได้เปรียบจากสายพันธุ์ข้าวที่หลากหลายถึง 3,000-5,000 สายพันธุ์ ข้าวไทยถูกออกแบบมาเพื่อการบริโภค มีโปรตีนสูงและขัดสีได้ยากเมื่อเทียบกับข้าวทำสาเกของญี่ปุ่น (เช่น ยามาดะนิชิกิ) จึงทำให้ข้าวไทยยังคงหลงเหลือคาแรคเตอร์และรสชาติเฉพาะตัวสูงเมื่อนำมาต้มเบียร์
3 กลุ่มข้าวไทยที่โดดเด่นในการทำคราฟท์เบียร์
เขาได้อธิบายถึงข้าวไทย 3 กลุ่มหลักที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ได้แก่
- ข้าวหอมมะลิ: ให้กลิ่นคล้ายใบเตยหรือป๊อปคอร์น (หอมที่สุดคือข้าวใหม่ช่วง พ.ย. - ก.พ.) แต่มีข้อจำกัดคือดึงกลิ่นให้อยู่จนจบกระบวนการได้ยากและทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลได้ยากกว่าข้าวเหนียว
- ข้าวเหนียว (เช่น เขี้ยวงู): เหมาะกับการทำเบียร์ ให้กลิ่นหอมหวานคล้ายน้ำตาลสดหรือดอกมะพร้าว ให้สัมผัส (Mouthfeel) ที่หนาและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลได้ง่าย
- ข้าวสี (เช่น ลืมผัว, ไรซ์เบอร์รี่): มีสารแอนโทไซยานินให้สีสันสวยงามตามระดับ pH พร้อมให้กลิ่นแนวเบอร์รี่หรือถั่ว
เทคนิคการจัดการข้อจำกัดของข้าว
แม้ข้าวจะมีจุดเด่น แต่ก็มีข้อจำกัดในกระบวนการ Brewing คือ ไม่มีเอนไซม์ ในการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลด้วยตัวเอง โปรตีนต่ำ ซึ่งอาจทำให้ยีสต์ขาดสารอาหารจนเกิดกลิ่นซัลเฟอร์ และ ไม่มีเปลือก ทำให้กรองยาก ข้อมูลจากงานเสวนาระบุว่า ต้องแก้ปัญหาโดยการเติมเอนไซม์ หรือใช้เชื้อรา (ลูกแป้ง) แบบเอเชีย รวมถึงเติมเปลือกข้าว (Rice hulls) เพื่อช่วยกรอง
...
ส่วนเทคนิคการเตรียมข้าวนั้น "การนึ่ง" ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้โครงสร้างคริสตัลของแป้งคลายตัว (Gelatinization) เนื่องจากข้าวไทยมีอุณหภูมิสุกสูงเกิน 70 องศาเซลเซียส การนึ่งยังช่วยไล่ไขมันและกลิ่นซัลเฟอร์ได้ดี อีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจคือการนำข้าวไปหมักเป็น "สาโท" ก่อน แล้วจึงผสมลงในหม้อต้มเบียร์ (Boil) เพื่อรักษากลิ่นหอมของข้าวไทยเอาไว้
สรุปรายชื่อสุดยอดคราฟท์เบียร์ไทยผู้ชนะรางวัลประจำปี 2026
นอกจากการเสวนาวิชาการ งานนี้ยังมีการประกาศรางวัลเพื่อเชิดชูผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ โดยรางวัลสูงสุดแห่งปีและแบรนด์ที่น่าจับตามอง ได้แก่
- Best of 2026 & Best of Wheat and Belgian: Sarika Linthong Brewery จากผลิตภัณฑ์ Sarika Witbier
- Best of Lager & Best of Traditional and Malty: Underdog คว้าสองรางวัลจาก UD-Munich Helles และ UD-ESB
- Best of Pale Ale and IPA: Andaz x Nonthaburi Brewery จาก Tui Pale Ale
- Best of Hazy/New England IPA: Khonthom craft brewery จาก Khonthom Neipa
- Best of Stout: โขงเจียม บริววิ่ง (Khongchiam Brewing) จาก Khongchiam Milk Stout
- Best of Thai Rice: Cold Cat Brewing จาก Jasmine Rice Craft Lager
...
นอกจากนี้ยังมีรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง รางวัลรองชนะเลิศเหรียญเงิน และรางวัลเหรียญทองแดงของคราฟท์เบียร์แต่ละกลุ่มอีกด้วย บทสรุปของงาน TIBA 2026 สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของวงการคราฟท์เบียร์ไทยที่ไม่เพียงแต่เดินหน้าผลักดันทางด้านกฎหมายเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและสร้างสรรค์เอกลักษณ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นอย่าง "ข้าวไทย" ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เครื่องดื่มแบรนด์ไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้บนเวทีระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ
...