โลกหมุนเร็วใครไม่ปรับตัวอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!! ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว, เทคโนโลยีดิสรัปชัน, พฤติกรรมผู้บริโภค และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป “SC” ภายใต้การนำของซีอีโอหนุ่มไฟแรง “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” กล้าลุกขึ้นมารีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เร่งปรับตัวรับมือกับความผันผวนของโลก โดยทรานสฟอร์มตัวเองจากผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทว่ายังมีหัวใจดวงเดิม คือมุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้ผู้คนและโลกใบนี้

“ช่วงหลังโควิดอสังหาฯบูม เพราะชีวิตคนเปลี่ยนไป บ้านเป็นที่ต้องการมีดีมานด์สูงมากอยู่ 2—3 ปี แต่เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นครั้งแรกของอสังหาฯไทยที่เจอภูเขา 3 ลูกพร้อมกัน ลูกแรกคือเศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนทำให้คนลังเลในการใช้จ่ายเงิน ลูกที่สองคือหนี้ครัวเรือนสูง คนจะซื้อบ้านต้องกู้ เขากู้ไม่ได้ มันก็จะโตยาก กลายเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจอสังหาฯ ลูกที่สามคือซัพพลายในตลาดล้น หลังโควิดทุกคนขายบ้านได้ดีมาก คนเลยออกมาขายบ้านเยอะ ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ปีนี้แถมลูกที่สี่คือเรื่องต้นทุนสูงขึ้นจากเหตุการณ์สงคราม ไม่ว่าจะจบเร็วจบช้าตอนนี้ต้นทุนขยับขึ้นไปแล้ว บางหมวดขึ้น 3—5% แต่บางหมวดขึ้นไป 10—20% การที่เจอภูเขาถึง 4 ลูกพร้อมกัน ผมถือว่าหนักมากๆ”...“คุณพงศ์” เล่าถึงสถานการณ์ของธุรกิจในปัจจุบัน

...

ทำไมกล้ารีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี

ในวันที่ตลาดอสังหาฯไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น, แรงกดดันจากเศรษฐกิจ, กำลังซื้อ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ SC ต้องเร่งปรับตัวขยายธุรกิจจากที่อยู่อาศัยไปสู่พอร์ตธุรกิจที่หลาก หลายขึ้น โดยต่อยอดจากความแข็งแรงในธุรกิจที่อยู่อาศัยไปสู่โครงสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน, สมดุล และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในระยะยาว แต่การจะปรับตัวได้เก่งต้องยอมรับสถานการณ์ปัจจุบันให้ได้ก่อน ผมขอยกแนวคิดของ “ชาร์ลส์ ดาร์วิน” มาอธิบาย ในโลกธุรกิจการหยุดนิ่งไม่ต่างจากถอยหลัง และแบรนด์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิต ความอยู่รอดไม่ได้วัดจากขนาดหรือความแข็งแรง แต่คือความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับบริบทที่เปลี่ยนไป สำหรับ SC การรีแบรนด์ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่คือการอัปเดตตัวเอง เราปรับพอร์ตธุรกิจให้ยืดหยุ่นและหลากหลายขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนของอุตสาหกรรม, กระจายความเสี่ยง และสร้างการเติบโตที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่คือการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้คนในระยะยาว การรีแบรนด์ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่คือการปรับวิธีคิดขององค์กรใหม่ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับผู้คน, สังคม และโลกในระยะยาว

อยากให้คนมอง SC เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร

 นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้หรือภาพลักษณ์ แต่คือการประกาศชัดว่า SC กำลังเปลี่ยนจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่การเป็นองค์กรที่มีธุรกิจหลากหลายขึ้น แต่จิตวิญญาณของ SC ยังเหมือนเดิม คือเรายังคงมุ่งสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้ผู้คนและโลก ผมเชื่อว่าอะไรที่จะอยู่ ได้นานๆ สิ่งนั้นต้องเป็นประโยชน์กับใครสักคน ฉะนั้นธุรกิจที่หลากหลายรับมือความผันผวน ต้องมีคุณค่าและสร้างคุณค่าให้ลูกค้าหรือคนรอบข้าง จึงจะเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ยาวๆ การรีแบรนด์และการเปลี่ยนโลโก้คือการตะโกนออกไปให้ดังที่สุดว่าเราเปลี่ยนแล้ว!! เรากำลังทำธุรกิจที่หลากหลายขึ้น, ใหญ่ขึ้น และทุกธุรกิจมีคุณค่ากับคนกับโลกใบนี้

โลโก้ใหม่ของ SC ตั้งใจสื่อสารอะไร

 โลโก้ใหม่พัฒนาโดยบริษัทออกแบบของอังกฤษ “Pentagram” ได้แรงบันดาลใจจาก “ดอกทานตะวัน” ตีความเป็นภาษาดีไซน์ ผ่านรูปแบบการเรียงตัวของเกสรดอกทานตะวัน สื่อถึงความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัด เป็นการเติบโตต่อเนื่อง, เป็นระบบ และสมดุล ที่แผ่ขยายคุณค่าสู่ผู้คนและโลก ดอกทานตะวันของ SC ยังแทนการหันหน้าไปหาลูกบ้านและลูกค้าอยู่เสมอ ซึ่งเป็นแกนคิดของ “Sunflower Mindset” คือการเริ่มต้นใหม่และพลังของวันใหม่ เพื่อสร้างเช้าที่ดีในทุกวัน และตอกย้ำว่า SC เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย

...

ยุคใหม่ของ SC จะขับเคลื่อนด้วยโมเดลธุรกิจแบบไหน

พอร์ตธุรกิจใหม่ประกอบด้วย 3 เครื่องยนต์ ที่ต้องช่วยกันทำงาน Engine 1 ธุรกิจที่อยู่อาศัยยังคงเป็น รากฐานของแบรนด์ที่สร้างกำไร, Engine 2 ธุรกิจ Recurring Income เพิ่มสัดส่วนกำไรจากรายได้ประจำ และลดการพึ่งพาธุรกิจขายขาดเพียงอย่างเดียว เราขยายพอร์ตไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ เช่น โรงแรม, โลจิสติกส์ คลังสินค้า, อาคารสำนักงาน, ธุรกิจเช่า และ Engine 3 มุ่งสู่ธุรกิจบริการ Future Living และ Wellness & Technology หาโอกาสในอนาคตจากธุรกิจใหม่ๆที่ต่อยอดจากความเข้าใจลูกค้าและการใช้ชีวิตในอนาคต เชื่อมโยงกับการบริการ, สุขภาพ, เทคโนโลยี และอีโคซิสเต็มของการใช้ชีวิต เครื่องยนต์ตัวที่สองเริ่มสร้างกำไรแล้ว ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สามกำลังลงทุนและเริ่มมีทิศทางชัดเจน ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีนี้ กำไรจากธุรกิจ Engine 2 และ 3 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของกำไรทั้งหมด ผมเชื่อว่า SC จะทำกำไรนิวไฮใหม่ภายใน 5 ปี

...


อะไรคือ mindset สำคัญของการเป็น CEO ยุคใหม่

mindset สำคัญของผู้นำทุกยุคคือการเรียนรู้อยู่เสมอ การเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ เราต้องหมั่นริน ออกแล้วก็พร้อมรับของใหม่ เพราะบางทีเราอาจไม่รู้ตัวเองว่าเราไม่รู้อะไร และเราตาบอดตรงไหน ผมว่าการเรียนรู้อยู่เสมอเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และมีคน 6-7 เจเนอเรชันอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน การเป็นซีอีโอที่เรียนรู้อยู่เสมอและปรับตัวเก่งในทุกสถานการณ์จะสามารถพาองค์กรผ่านทุกช่วงเวลา

...

ใช้อะไรเป็นกระจกสะท้อนตัวเอง?

 มีกิจกรรมที่ทำ 2 ครั้งต่อวีกในตอนเช้า เรียกว่า “Mind Dump” ผมจะเขียนความคิดตัวเองว่ารู้สึกอะไรตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขียนๆๆออกมา เพื่อ aware และ reflect ตัวเอง จบด้วยการฉีกทิ้ง มันคือการปลดปล่อย ทำให้ใจเราเบา อีกอย่างคือการอ่านหนังสือ เป็นช่วงเวลา reflect ตัวเอง ล่าสุดเพิ่งอ่าน “พรุ่งนี้อาจตายก็ได้นะ” ของนักเขียนญี่ปุ่น พูดถึงปรัชญาการใช้ชีวิต, การมีอยู่อย่างมีความหมาย และการจบลงเป็นเรื่องปกติ ผมได้ข้อคิดว่าความตายคือเรื่องปกติ แต่การมีชีวิตอยู่คือเรื่องพิเศษ ทั่วไปเรามักคิดสลับกัน ถ้ามองว่าการตายคือเรื่องปกติ ชีวิตเราทุกวันคือวันพิเศษ ใจเราจะกว้างขึ้น มันจะเบาลง และมีเมตตามากขึ้น ผมอายุ 45 ก็อยากสร้างองค์กรนี้ให้มีวัฒนธรรมแข็งแรงมากๆ ผมอยากสร้างองค์กรที่ผู้คนมีความใส่ใจและกล้าหาญเป็นค่านิยมหลัก ต้องเป็นองค์กรที่สามารถทำประโยชน์ให้ผู้คนและโลกได้ต่อไป

การเป็นสมาชิก “ครอบครัวชินวัตร” มีข้อดีข้อเสียยังไง

 ครอบครัวชินวัตรเป็นครอบครัวที่สามัคคีและห่วงใยรักกันอย่างแข็งแรงมากๆ พวกเราผ่านทุกข์ผ่านสุขมาด้วยกันในทุกรสชาติ ยิ่งผ่านเรื่องราวก็ยิ่งรักกันและสามัคคีกัน ผมโชคดีมากที่ได้เจอ “คุณทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” ซึ่งเมตตาผมมากๆ แล้วก็ภรรยา “คุณเอม” ที่รักและเอาใจใส่ ผมเป็นอย่างดีมากๆ เรากลับบ้านมีครอบครัวที่อบอุ่นคอยซัพพอร์ต ทำให้มีพลังไปทำเรื่องสำคัญ

คุณทักษิณถ่ายทอดวิทยายุทธอะไรให้บ้าง

ไม่เฉพาะเรื่องวิสัยทัศน์ที่ผมได้เรียนรู้จากท่าน แต่ยังเรียนรู้เรื่อง “Resilience Mindset” จากท่าน ความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่รอดในทุกสถานการณ์ คนยิ่งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จจะมีคาแรกเตอร์เหมือนกันคือความใจดีและเมตตา ใจกว้าง ใจใหญ่ มีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นภาพกว้าง

คุณเอมซัพพอร์ตสามีขนาดไหน

“คุณเอม” เป็นภรรยาที่ให้เกียรติสามี ให้เกียรติคนรอบข้างแล้วก็ใส่ใจอยู่เสมอ เราอยู่ด้วยกันบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน แล้วก็ใส่ใจกัน ไว้ใจกัน สามารถพูดคุยกันทุกเรื่อง เราเหมือนคู่คิดที่ห่วงใยกัน

คุณพงศ์เป็นพ่อสไตล์ไหน เทียบกับคุณเอมใครดุกว่ากัน

คุณเอมอยู่ใกล้ลูกๆมากกว่า ก็จะสามารถเข้มงวดได้มากกว่า ส่วนผมเป็นคุณพ่อสไตล์ที่อยากให้ลูกโตขึ้นมาแบบรู้ใจตัวเอง ไม่เน้น ว่าต้องเรียนเก่ง แต่อยากให้เขาได้เจอตัวเองและรู้ว่าเขาต้องการอะไร เขาควรจะมีใจที่แข็งแกร่ง ซึ่งเกิดจากความรักของพ่อแม่ เวลาเขามีอะไรเรานั่งฟังเขา เราอยู่ข้างๆลูกทุกช่วงเวลา และเราไม่ตัดสินลูก ทำให้เขาสบายใจแล้วเขาจะโตมาเป็นคนใจกว้าง ถ้าเขามีพื้นฐานความรักที่แข็งแรง แล้วเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แค่นี้ครึ่งหนึ่งของชีวิตเขาก็มีความสุขแล้ว ที่เหลือคือการเรียนรู้ระหว่างการใช้ชีวิต ผมเป็นคุณพ่อที่ถ้าไปไหนก็ไปด้วยกันกับลูก แล้วจะเฝ้าดูว่าเขาได้ทดลองอะไร ผมมีความสุขกับการที่เขาได้เจออะไร บางทีเขาเจอแล้วผิดหวัง ผมก็จะนั่งฟังเขา หรือบางทีเขาดีใจก็จะเล่าให้ฟัง ล่าสุดเขาไปแคมป์เทนนิส ลูกชายคนเล็กอยากไปแต่ไม่อยาก ลงแข่ง ผมไม่ใช่สไตล์พุชให้ต้องไปแข่งนะลูก แต่จะคุยกับเขาว่าเพราะอะไรถึงรู้สึกแบบนี้ แล้วให้กำลังใจ ค่อยๆชวนให้เขาลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น เพื่อให้เรียนรู้ช่วงที่กลัวกังวล จนผ่านไปได้แล้วผ่อนคลายแล้วดีใจ เมื่อเขาได้เรียนรู้สภาวะที่เกิดขึ้นเขาจะโตขึ้นเอง เพราะผมก็โตมาอย่างนั้น ลูกแต่ละคนมีนิสัยแตกต่างกัน อย่างคู่แฝดถนัดคนละอย่าง คนหนึ่งชอบเต้น K-pop คนหนึ่งเต้น Hip-hop ส่วนลูกชายคนเล็กกำลังค้นหาว่าชอบอะไร ค่อนข้างจะชอบกีฬา

มีชื่อติดโผแคนดิเดตนายกฯทุกรอบ สนใจงานการเมืองไหม?

ผมมีความชอบที่จะทำงานใหญ่ที่มีประโยชน์กับคนเยอะๆ และมีอิมแพ็กกว้าง ผมคิดว่าความถนัดที่มีน่าจะช่วยคนได้ดีในวงการเอกชนมากกว่าการเมือง แต่เรื่องอนาคตเราก็ไม่รู้ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าเราอยู่ในจุดที่ทำประโยชน์ได้แล้วเราก็มีความสุขด้วย ช่วง 10 กว่าปีนี้ ผมอยู่ใกล้ชิดเหมือนนั่ง front line ได้เห็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปจริงๆ บางทีเผลอขึ้นไปอยู่บนเวที บางทีมันกระเด็นมาโดนเรา ทำให้เห็นความไม่จีรัง เมื่อก่อนมีรู้สึกไม่สบายใจบ้าง แต่เดี๋ยวนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดครับ

วิกฤติไหนหนักสุดในชีวิต และได้เรียนรู้อะไร

วิกฤติโควิดผมถูกฟอร์สให้เปลี่ยนวิธีทำงานแต่ได้ผลลัพธ์ดีขึ้น อีกช่วงเป็นตอนที่พ่อผมเสีย เป็นการสูญเสียบุคคลใกล้ชิดครั้งแรก ทำให้เรียนรู้ความไม่จีรังของชีวิต อีกเหตุการณ์คือเรื่องที่เกิดกับคุณทักษิณเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ผมมีสติอยู่กับปัจจุบัน และเห็นความไม่แน่นอนในสรรพสิ่งชัดเจนขึ้น

ขอเคล็ดลับความสำเร็จให้นักธุรกิจรุ่นใหม่บ้าง

ไม่ว่าทำอะไร ควรถามตัวเองเสมอว่าอะไรคือ purpose ในชีวิต ถ้าเราไม่รู้ purpose ตัวเอง เวลาเจออุปสรรคจะทำให้หลงทางได้ แต่ถ้าเรามี purpose ชัดเจน ไม่ว่าจะหลงทางยังไง สุดท้ายจะหาทางออกเจอ และ shortcut ของการหาทางออกคือการมี mentor ที่ดี การมี mentor ที่ใช่ และการมี purpose ที่ใช่ เราจะเหมือนมีเข็มทิศและมีทางลัดไปสู่ความสำเร็จ.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่