เคยเจอไหม? คนที่โกหกจนเป็นนิสัยสร้างเรื่องได้ตลอดเวลา ไขคำตอบทางการแพทย์ว่าพฤติกรรมนี้เกิดจากอะไร เป็นภาวะทางจิตที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่ พร้อมวิธีสังเกตและรับมืออย่างปลอดภัย
เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมคนบางคนถึงสามารถพูดเรื่องโกหกได้อย่างเป็นธรรมชาติ และทำมันบ่อยครั้งจนกลายเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในทางจิตวิทยาและทางการแพทย์ พฤติกรรม "โกหกจนเป็นนิสัย" ไม่ใช่แค่เรื่องของการเอาตัวรอดในสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่อาจมีเบื้องลึกที่เชื่อมโยงกับสภาวะจิตใจและระบบประสาทที่ซับซ้อน
ไทยรัฐออนไลน์ พาทุกคนไปเจาะลึกปมพฤติกรรมนี้ว่าแท้จริงแล้วเกิดจากอะไร เป็นอาการป่วยทางจิตหรือไม่ และเราจะปกป้องตัวเองจากคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร
ทำความเข้าใจ "พฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย" (Pathological Lying) คืออะไร?
ในทางการแพทย์ มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ที่มีพฤติกรรมโกหกอย่างต่อเนื่องยาวนานว่า Pathological Lying หรือ Pseudologia Fantastica และบางครั้งถูกเรียกว่า Mythomania
...
พฤติกรรมนี้มีความแตกต่างจากการโกหกทั่วไป (White Lies) หรือการโกหกเพื่อเอาตัวรอดอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัยมักจะสร้างเรื่องราวที่ไม่มีอยู่จริง โดยส่วนใหญ่ "ไม่มีสิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจที่ชัดเจน" และเรื่องที่โกหกมักจะมีความซับซ้อน ดราม่า หรือทำให้ตัวเองดูดีหรือดูน่าสงสารเกินจริง จนบางครั้งผู้โกหกเองก็เริ่มเชื่อในเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นมาจริงๆ
เปิดสาเหตุทางการแพทย์ โกหกจนเป็นนิสัย เกิดจากอะไร?
ข้อมูลจากการศึกษาทางจิตวิทยาในต่างประเทศ ระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ ดังนี้:
1. ปัจจัยด้านจิตใจและสิ่งแวดล้อม (Psychological Factors)
ความบกพร่องในความเคารพตัวเอง (Low Self-Esteem): ผู้โกหกมักรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าพอ จึงต้องสร้างเรื่องราวให้ตัวเองดูน่าสนใจ ได้รับการยอมรับ หรือได้รับความเห็นใจจากคนรอบข้าง
- ปมวัยเด็ก (Childhood Trauma): บางรายเติบโตมาในครอบครัวที่เข้มงวดเกินไป หรือเคยผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ ทำให้ต้องใช้การโกหกเป็นกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) เพื่อหลีกเลี่ยงความจริงอันเจ็บปวด
2. ปัจจัยทางระบบประสาท (Neurobiological Factors)
จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมองพบข้อสังเกตว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย มักมีความหนาแน่นของเนื้อสมองส่วนสีขาว (White Matter) ในสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) มากกว่าคนปกติ ซึ่งสมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมและการยับยั้งชั่งใจ ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงและสร้างเรื่องราวโกหกได้รวดเร็วและแนบเนียนกว่าปกติ
เป็นภาวะทางจิต หรือถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่?
จากการอ้างอิงตามคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM-5) พฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย "ไม่ได้ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวชเดี่ยวๆ" แต่ถูกระบุว่าเป็น "อาการหรือสัญญาณเตือน" ของโรคกลุ่มบุคลิกภาพผิดปกติ (Personality Disorders) เช่น
- โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder)
- โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบฮิสทีเรีย (Histrionic Personality Disorder)
- โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)
ส่งต่อทางพันธุกรรมได้หรือไม่?
ทางการแพทย์ระบุว่า ไม่มีรหัสพันธุกรรมหรือยีนส์ตัวใดที่ส่งต่อพฤติกรรมการโกหกโดยตรง แต่สิ่งที่มีโอกาสส่งต่อทางพันธุกรรมคือ "ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช" หรือ "ลักษณะบุคลิกภาพพื้นฐาน" ซึ่งหากรวมเข้ากับการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ก็อาจหล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัยได้
วิธีสังเกต "คนชอบโกหกจนเป็นนิสัย"
หากคุณสงสัยว่าคนใกล้ตัวกำลังมีพฤติกรรมนี้ สามารถสังเกตได้จากสัญญาณเตือนเหล่านี้
- เรื่องเล่าเกินจริงและเปลี่ยนไปมา: เรื่องราวที่พูดมักมีความยิ่งใหญ่ ดราม่า หรือน่าสงสารเกินจริง และเมื่อให้เล่าซ้ำ รายละเอียดมักจะไม่ตรงกัน
- โกหกในเรื่องที่ไม่จำเป็น: มักโกหกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่มีความจำเป็นต้องโกหก
- โกรธหรือกลบเกลื่อนเมื่อจับผิดได้: หากถูกต้อนด้วยหลักฐาน มักจะแสดงอาการฉุนเฉียว เปลี่ยนเรื่อง หรือสร้างคำโกหกใหม่ขึ้นมาทับถมเพื่อเอาตัวรอด
- ไม่มีความรู้สึกผิด: สังเกตได้ว่าพวกเขาจะไม่แสดงความเสียใจหรือรู้สึกผิดเมื่อความจริงถูกเปิดเผย
...
วิธีรับมือและป้องกันตัวเองจากคนชอบโกหก
การใช้ชีวิตหรือทำงานร่วมกับผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของคุณเอง จึงควรมีวิธีรับมืออย่างมีระยะห่าง ดังนี้
- อย่าโต้เถียงอย่างรุนแรง: การหักหน้าหรือพยายามจับผิดอย่างรุนแรงมักไม่ได้ผล เพราะพวกเขาจะสร้างเรื่องโกหกใหม่มาสู้ ควรพูดคุยด้วยความสงบและอิงตามความจริง
- ตั้งขอบเขต (Set Boundaries): อย่าแบ่งปันข้อมูลสำคัญ เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องการเงินกับคนกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปบิดเบือน
- ตรวจสอบข้อมูลเสมอ: หากต้องทำงานร่วมกัน ควรเน้นเอกสารหลักฐานที่จับต้องได้และการสื่อสารผ่านลายลักษณ์อักษร แทนการเชื่อคำพูดปากเปล่า
- แนะนำให้พบแพทย์อย่างประนีประนอม: หากเป็นคนในครอบครัว ควรพูดคุยด้วยความเห็นอกเห็นใจ และแนะนำให้เข้าพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดรักษา
พฤติกรรมนี้รักษาหายไหม?
พฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย สามารถรักษาและบรรเทาให้ดีขึ้นได้ แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ "ตัวผู้ป่วยมักไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา"
แนวทางการรักษาหลักในปัจจุบันประกอบด้วย
- จิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT): ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของการโกหก ปรับความคิด และเรียนรู้วิธีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา
- การรักษาด้วยยา: ในกรณีที่พฤติกรรมการโกหกสืบเนื่องมาจากโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคสมาธิสั้น หรือภาวะวิตกกังวล แพทย์อาจสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคต้นเหตุเหล่านั้นร่วมด้วย