เคยเจอไหม? คนที่โกหกจนเป็นนิสัยสร้างเรื่องได้ตลอดเวลา ไขคำตอบทางการแพทย์ว่าพฤติกรรมนี้เกิดจากอะไร เป็นภาวะทางจิตที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่ พร้อมวิธีสังเกตและรับมืออย่างปลอดภัย

เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมคนบางคนถึงสามารถพูดเรื่องโกหกได้อย่างเป็นธรรมชาติ และทำมันบ่อยครั้งจนกลายเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในทางจิตวิทยาและทางการแพทย์ พฤติกรรม "โกหกจนเป็นนิสัย" ไม่ใช่แค่เรื่องของการเอาตัวรอดในสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่อาจมีเบื้องลึกที่เชื่อมโยงกับสภาวะจิตใจและระบบประสาทที่ซับซ้อน

ไทยรัฐออนไลน์ พาทุกคนไปเจาะลึกปมพฤติกรรมนี้ว่าแท้จริงแล้วเกิดจากอะไร เป็นอาการป่วยทางจิตหรือไม่ และเราจะปกป้องตัวเองจากคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร

ทำความเข้าใจ "พฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย" (Pathological Lying) คืออะไร?

ในทางการแพทย์ มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ที่มีพฤติกรรมโกหกอย่างต่อเนื่องยาวนานว่า Pathological Lying หรือ Pseudologia Fantastica และบางครั้งถูกเรียกว่า Mythomania

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

พฤติกรรมนี้มีความแตกต่างจากการโกหกทั่วไป (White Lies) หรือการโกหกเพื่อเอาตัวรอดอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัยมักจะสร้างเรื่องราวที่ไม่มีอยู่จริง โดยส่วนใหญ่ "ไม่มีสิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจที่ชัดเจน" และเรื่องที่โกหกมักจะมีความซับซ้อน ดราม่า หรือทำให้ตัวเองดูดีหรือดูน่าสงสารเกินจริง จนบางครั้งผู้โกหกเองก็เริ่มเชื่อในเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นมาจริงๆ

เปิดสาเหตุทางการแพทย์ โกหกจนเป็นนิสัย เกิดจากอะไร?

ข้อมูลจากการศึกษาทางจิตวิทยาในต่างประเทศ ระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ ดังนี้:

1. ปัจจัยด้านจิตใจและสิ่งแวดล้อม (Psychological Factors)

ความบกพร่องในความเคารพตัวเอง (Low Self-Esteem): ผู้โกหกมักรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าพอ จึงต้องสร้างเรื่องราวให้ตัวเองดูน่าสนใจ ได้รับการยอมรับ หรือได้รับความเห็นใจจากคนรอบข้าง

  • ปมวัยเด็ก (Childhood Trauma): บางรายเติบโตมาในครอบครัวที่เข้มงวดเกินไป หรือเคยผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ ทำให้ต้องใช้การโกหกเป็นกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) เพื่อหลีกเลี่ยงความจริงอันเจ็บปวด

2. ปัจจัยทางระบบประสาท (Neurobiological Factors)

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมองพบข้อสังเกตว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย มักมีความหนาแน่นของเนื้อสมองส่วนสีขาว (White Matter) ในสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) มากกว่าคนปกติ ซึ่งสมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมและการยับยั้งชั่งใจ ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงและสร้างเรื่องราวโกหกได้รวดเร็วและแนบเนียนกว่าปกติ

เป็นภาวะทางจิต หรือถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่?

จากการอ้างอิงตามคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM-5) พฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย "ไม่ได้ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวชเดี่ยวๆ" แต่ถูกระบุว่าเป็น "อาการหรือสัญญาณเตือน" ของโรคกลุ่มบุคลิกภาพผิดปกติ (Personality Disorders) เช่น

  • โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder)
  • โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบฮิสทีเรีย (Histrionic Personality Disorder)
  • โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)

ส่งต่อทางพันธุกรรมได้หรือไม่?

ทางการแพทย์ระบุว่า ไม่มีรหัสพันธุกรรมหรือยีนส์ตัวใดที่ส่งต่อพฤติกรรมการโกหกโดยตรง แต่สิ่งที่มีโอกาสส่งต่อทางพันธุกรรมคือ "ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช" หรือ "ลักษณะบุคลิกภาพพื้นฐาน" ซึ่งหากรวมเข้ากับการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ก็อาจหล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัยได้

วิธีสังเกต "คนชอบโกหกจนเป็นนิสัย"

หากคุณสงสัยว่าคนใกล้ตัวกำลังมีพฤติกรรมนี้ สามารถสังเกตได้จากสัญญาณเตือนเหล่านี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • เรื่องเล่าเกินจริงและเปลี่ยนไปมา: เรื่องราวที่พูดมักมีความยิ่งใหญ่ ดราม่า หรือน่าสงสารเกินจริง และเมื่อให้เล่าซ้ำ รายละเอียดมักจะไม่ตรงกัน
  • โกหกในเรื่องที่ไม่จำเป็น: มักโกหกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่มีความจำเป็นต้องโกหก
  • โกรธหรือกลบเกลื่อนเมื่อจับผิดได้: หากถูกต้อนด้วยหลักฐาน มักจะแสดงอาการฉุนเฉียว เปลี่ยนเรื่อง หรือสร้างคำโกหกใหม่ขึ้นมาทับถมเพื่อเอาตัวรอด
  • ไม่มีความรู้สึกผิด: สังเกตได้ว่าพวกเขาจะไม่แสดงความเสียใจหรือรู้สึกผิดเมื่อความจริงถูกเปิดเผย

...

วิธีรับมือและป้องกันตัวเองจากคนชอบโกหก

การใช้ชีวิตหรือทำงานร่วมกับผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของคุณเอง จึงควรมีวิธีรับมืออย่างมีระยะห่าง ดังนี้

  • อย่าโต้เถียงอย่างรุนแรง: การหักหน้าหรือพยายามจับผิดอย่างรุนแรงมักไม่ได้ผล เพราะพวกเขาจะสร้างเรื่องโกหกใหม่มาสู้ ควรพูดคุยด้วยความสงบและอิงตามความจริง
  • ตั้งขอบเขต (Set Boundaries): อย่าแบ่งปันข้อมูลสำคัญ เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องการเงินกับคนกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปบิดเบือน
  • ตรวจสอบข้อมูลเสมอ: หากต้องทำงานร่วมกัน ควรเน้นเอกสารหลักฐานที่จับต้องได้และการสื่อสารผ่านลายลักษณ์อักษร แทนการเชื่อคำพูดปากเปล่า
  • แนะนำให้พบแพทย์อย่างประนีประนอม: หากเป็นคนในครอบครัว ควรพูดคุยด้วยความเห็นอกเห็นใจ และแนะนำให้เข้าพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดรักษา

พฤติกรรมนี้รักษาหายไหม?

พฤติกรรมโกหกจนเป็นนิสัย สามารถรักษาและบรรเทาให้ดีขึ้นได้ แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ "ตัวผู้ป่วยมักไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา"

แนวทางการรักษาหลักในปัจจุบันประกอบด้วย

  • จิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT): ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของการโกหก ปรับความคิด และเรียนรู้วิธีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา
  • การรักษาด้วยยา: ในกรณีที่พฤติกรรมการโกหกสืบเนื่องมาจากโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคสมาธิสั้น หรือภาวะวิตกกังวล แพทย์อาจสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคต้นเหตุเหล่านั้นร่วมด้วย