เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลออกจากสื่อไทย และอนาคตข้อมูลข่าวสารกำลังถูกกำหนดจากภายนอก ประเทศไทยกำลังสูญเสียอะไร มากกว่าส่วนแบ่งตลาดสื่อ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล "วิกฤตเงียบ" กำลังก่อตัวขึ้นในประเทศไทย เมื่อสื่อหลักที่เคยเป็นกระบอกเสียงของคนไทยกำลังอ่อนแอลง เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง และที่น่ากังวลที่สุดคือ ค่านิยม ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจของคนไทยกำลังถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติ

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 คุณภวัต เรืองเดชวรชัย President and CEO บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการซื้อ - ขาย สื่อโฆษณาและวางกลยุทธ์ทางการตลาด หรือ MI GROUP ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกของสถานการณ์ที่น่ากังวลนี้ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น 

พร้อมแสดงทัศนะที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ท้าทายอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อ ภาคธุรกิจ และความมั่นคงของชาติ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน พร้อมสรุปมิติความเสี่ยงระดับชาติและทางออกที่ประเทศไทยต้องเร่งรับมือ

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย President and CEO บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการซื้อ - ขาย สื่อโฆษณาและวางกลยุทธ์ทางการตลาด หรือ MI GROUP ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกของสถานการณ์
คุณภวัต เรืองเดชวรชัย President and CEO บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการซื้อ - ขาย สื่อโฆษณาและวางกลยุทธ์ทางการตลาด หรือ MI GROUP ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกของสถานการณ์ "วิกฤตเงียบ" กำลังก่อตัวขึ้นในประเทศไทย เมื่อสื่อหลักที่เคยเป็นกระบอกเสียงของคนไทยกำลังอ่อนแอลง เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง

การไหลออกของเม็ดเงินมหาศาลและภาษีที่สูญหาย คือ บาดแผลทางเศรษฐกิจ

โดย คุณภวัต เรืองเดชวรชัย ได้แสดงภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนภาพการหดตัวลงถึง -4.48% แม้คาดว่าครึ่งปีหลังอาจมีสัญญาณบวก แต่สถิติที่น่าตกใจคือ "การสลับขั้วของเม็ดเงินอย่างสมบูรณ์แบบ"

เมื่อในปี 2556 สื่อทีวีเคยมีเม็ดเงินโฆษณาสูงถึงกว่า 77,000 ล้านบาท แต่ในปี 2569 คาดว่าจะเหลือเพียง 29,000 ล้านบาทเศษ ในขณะที่สื่อดิจิทัลพุ่งทะยานสูงถึงกว่า 32,000 ล้านบาท

ความน่ากลัว คือ เม็ดเงินดิจิทัลกว่า 70-80% ไหลตรงเข้าสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพียงไม่กี่ราย ทำให้สูญเสียเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทย โดยเงินที่เคยจ้างงานบริษัทโปรดักชันไทย สำนักข่าวไทย หรือบุคลากรสร้างสรรค์ ถูกดึงออกนอกระบบ

พร้อมกันนี้ ยังส่งผลกระทบวงกว้างเกิดความท้าทายในการจัดเก็บภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาลที่จะนำมาพัฒนาประเทศต่อในอนาคต

วิกฤต E-Commerce และการคุกคาม SMEs ไทย

ประเทศไทยมีนักช้อปออนไลน์กว่า 40 ล้านคน (ตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลอันดับ 2 ของอาเซียน) แต่ความรุ่งเรืองนี้แฝงมากับภัยคุกคาม เมื่อแพลตฟอร์มต่างชาติเป็น "ผู้กำหนดกติกา" การมองเห็น และการซื้อขายเบ็ดเสร็จ การลดพรมแดนทางการค้าทำให้สินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ทะลักเข้ามาแข่งขันด้วยข้อได้เปรียบทั้งต้นทุนและเทคโนโลยี หาก SMEs ไทยปรับตัวไม่ทันและไร้กลไกรัฐปกป้อง ฐานรากเศรษฐกิจไทยอาจพังทลาย

การสูญเสียอธิปไตยทางข้อมูล และตกเป็นทาสอัลกอริทึม

แน่นอนว่าเมื่อเราเสพข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก สิ่งที่ไหลออกไปไม่ใช่แค่เงิน แต่คือข้อมูล พฤติกรรม ความสนใจ และธุรกรรม ของคนไทยทั้งประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ตัวอย่างหลักๆ เช่น

  • อัลกอริทึมชี้ชะตา: ข้อมูลเหล่านี้ถูกป้อนให้ AI ต่างชาติเรียนรู้จนแม่นยำ และย้อนกลับมากำหนดว่าคนไทยควรเห็นข่าวอะไร ซื้อสินค้าอะไร หรือมีค่านิยมแบบไหน
  • ภัยเงียบทางสังคม: แพลตฟอร์มมักเน้นยอด Engagement มากกว่าประโยชน์สาธารณะ นำไปสู่ข่าวปลอม การหลอกลวง และเสียงสะท้อนที่สร้างความแตกแยก
  • กลุ่มเปราะบางรับกรรม: ในยามวิกฤต หากสื่อหลักอ่อนแอจนพึ่งพาไม่ได้ ประชาชนกลุ่มเปราะบางจะตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุดจากการรับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน

บทเรียนจากต่างประเทศ โลกเริ่มตื่นตัวรับมือ Tech Giants

หลายประเทศเริ่มตระหนักถึงวิกฤตและใช้กฎหมายปกป้องอธิปไตยของตนเอง เช่น ออสเตรเลีย ที่บังคับให้แพลตฟอร์มดิจิทัลจ่ายเงินชดเชยเนื้อหาให้สำนักข่าวท้องถิ่น, อินโดนีเซีย จัดระเบียบโซเชียลคอมเมิร์ซอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้อง SMEs ในประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) ที่บังคับใช้กฎหมาย DMA และ DSA เพื่อตีกรอบอำนาจผูกขาดและปกป้องข้อมูลประชาชน สิ่งเหล่านี้ คือ เสียงสะท้อนที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยยังขาดการวางแผนระยะยาวและมาตรการเชิงโครงสร้างที่เข้มแข็งพอ

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย President and CEO บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) เน้นย้ำถึง วาระแห่งชาติ ของประเทศไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากคำว่าอุตสาหกรรมสื่อ ไปสู่ National Attention Infrastructure
คุณภวัต เรืองเดชวรชัย President and CEO บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) เน้นย้ำถึง วาระแห่งชาติ ของประเทศไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากคำว่าอุตสาหกรรมสื่อ ไปสู่ National Attention Infrastructure

ทางออกระดับชาติ แผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ 

คุณคุณภวัต เรืองเดชวรชัย President and CEO บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) เน้นย้ำว่า “เรื่องนี้ คือ วาระแห่งชาติ ของประเทศไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากคำว่าอุตสาหกรรมสื่อ ไปสู่ National Attention Infrastructure หรือ โครงสร้างพื้นฐานในการดึงดูดและรักษาความสนใจของคนไทย โดยเสนอ 6 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

1. Thai Content Power: สื่อไทยต้องสู้ด้วยคอนเทนต์ที่สะท้อนบริบทและวัฒนธรรมไทยที่ต่างชาติลอกเลียนแบบไม่ได้

2. Thailand Media Alliance: การรวมพลังของสื่อและครีเอเตอร์ไทย เพื่อสร้างขนาดและอำนาจการแข่งขันร่วมกัน

3. Thailand Data Exchange: พัฒนาโครงสร้างข้อมูลกลาง ให้ธุรกิจไทยเชื่อมข้อมูลกันได้ภายใต้กติกาที่ปลอดภัย เพื่อดึงมูลค่ากลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ

4. Thai AI Ecosystem: ลงทุนใน AI ภาษาไทยและฐานข้อมูลไทย เพื่อให้ AI เข้าใจบริบทของประเทศอย่างลึกซึ้ง

5. From Media to Platform: ยกระดับธุรกิจสื่อจากการขายยอดวิว (Reach) ไปสู่การสร้างชุมชนและการพาณิชย์ แบบครบวงจร

6. Digital & AI Literacy: สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และอิทธิพลของอัลกอริทึม

โจทย์สำคัญในวันนี้ ไม่ใช่การกีดกันเทคโนโลยีต่างชาติ แต่คือการออกแบบระบบนิเวศสื่อใหม่ให้ Free TV, วิทยุ, สตรีมมิง และโซเชียลมีเดีย สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและปลอดภัย ภายใต้กติกาที่เอื้อให้คนไทยยังคงเป็น "เจ้าของพื้นที่สื่อสารของตนเอง" เพราะในศตวรรษที่ 21 ข้อมูลข่าวสารไม่ใช่เพียงแค่สินค้า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่จะชี้วัดความอยู่รอดและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว