เปิดพระกรณียกิจสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ผู้ทรงผลักดันความยุติธรรมทางอาญาและคุ้มครองสิทธิกลุ่มเปราะบาง ยกระดับ "ข้อกำหนดกรุงเทพ" สู่มาตรฐานสากลระดับโลก
พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในระดับภูมิภาคและระดับโลก ทรงให้ความสำคัญกับสิทธิของกลุ่มผู้มีความเปราะบาง การแก้ปัญหาอาชญากรรมโดยมองคนเป็นศูนย์กลางและมองอย่างองค์รวม (holistic approach) ทรงชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างความยุติธรรม หลักนิติธรรม และการพัฒนา ทำให้เห็นว่าในการจัดการปัญหาอาชญากรรมในสังคม จำเป็นต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นเหตุแห่งปัญหา ครอบคลุมไปถึงการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การบำบัดแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดเพื่อกลับคืนสู่สังคม ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำด้วย
...
ทรงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในฐานะผู้ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน นักการทูต และนักกฎหมาย ผู้ขับเคลื่อนให้เกิดมาตรฐานระหว่างประเทศที่เป็นคุณประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก
ความสนพระทัยด้านความยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม
“(ประเด็นสำคัญคือ) ผู้ต้องสงสัยและผู้กระทำผิดในคดีอาญา ซึ่งส่วนมากมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและไม่ได้รับโอกาสในการศึกษา ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ เมื่อต้องเข้าสู่กลไกการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ทั้งในแง่สิทธิขั้นพื้นฐานและการใช้สิทธิเหล่านั้นในทางปฏิบัติจริง”
ส่วนหนึ่งจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก (Dissertation) เรื่อง “Towards Equal Justice: Protection of the Rights of the Accused in the Thai Criminal Justice Process – A Comparison with France and the United States”
- ทรงสำเร็จการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ใน พ.ศ. 2543
- หลังจากนั้น ทรงรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายที่กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม ก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงจบการศึกษาปริญญาเอกใน พ.ศ. 2548
- ทรงสนพระทัยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ทรงมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความซับซ้อนของปัญหาที่เกี่ยวพันกันทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม จนเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทรงเลือกหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) เรื่อง “Towards Equal Justice: Protection of the Rights of the Accused in the Thai Criminal Justice Process – A Comparison with France and the United States” เป็นการศึกษากลไกการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาในระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย เปรียบเทียบกับของฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา
ผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลก
1. การผลักดันข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ ข้อกำหนดกรุงเทพ (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures for Women Offenders)
2. การผลักดันหลักนิติธรรมให้ได้รับการบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของวาระการพัฒนาหลังปี 2015 นำไปสู่การกำหนดเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 (SDG 16)
3. การผลักดันการเจรจาร่างข้อมติสู่การรับรองแนวทางสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาทางเลือก (United Nations Guiding Principles on Alternative Development)
4. การผลักดันยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (United Nations Model Strategies and Practical Measures on the Elimination of Violence against Children in the Field of Crime Prevention and Criminal Justice)
1. การผลักดันข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ ข้อกำหนดกรุงเทพ (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures for Women Offenders)
...
“ข้าพเจ้าได้เรียนรู้โดยตรงถึงความทุกข์ยากที่ผู้หญิงเหล่านี้ต้องเผชิญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลานของพวกเธอ ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่มักถูกครอบครัวกีดกันและไม่ได้รับโอกาสอย่างเพียงพอ...และบ่อยครั้ง นักโทษหญิงยังต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำในขณะที่ต้องรับโทษอยู่ในเรือนจำ”
ส่วนหนึ่งของพระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หลังได้เข้าเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลางกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2544
- ก่อนเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสด็จไปที่ทัณฑสถานหญิงกลางกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2544 จึงทำให้ทรงตระหนักว่าสถานะของผู้หญิงในเรือนจำหรือสถานคุมขังนั้นมีความแตกต่างจากผู้ต้องขังชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องขังหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และผู้ที่เพิ่งคลอดบุตร และทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในมิตินี้
- หลังสำเร็จการศึกษา ทรงรับตำแหน่งเลขานุการเอก คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และทรงเป็นผู้แทนประเทศไทยในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 60 ใน พ.ศ. 2548
- พ.ศ. 2549 ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการประจำจังหวัด ทำให้ทรงทราบถึงสถานการณ์ยากลำบากของประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ทรงเริ่มจัดตั้งโครงการกำลังใจ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา และเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และบุตร เมื่อการดำเนินโครงการมีพัฒนาการมาระยะหนึ่ง โปรดให้จัดนิทรรศการ “Inspire” เพื่อนำเสนอโครงการกำลังใจ ที่โถง Rotunda ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเวียนนา ระหว่างสมัยการประชุมคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (Commission on Crime Prevention and Criminal Justice - CCPCJ) สมัยที่ 17 ทำให้ทั่วโลกได้เห็นว่าผู้หญิงในเรือนจำมีปัญหาและข้อท้าทายในมิติด้านเพศภาพระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ เนื่องจากมีความต้องการที่แตกต่างจากผู้ต้องขังชาย นิทรรศการครั้งนั้นจุดประกายความสนใจในบรรดาผู้แทนประเทศ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ จนเกิดความตระหนักรู้ร่วมกันถึงปัญหา และความจำเป็นที่ควรยกระดับแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงให้เป็นมาตรฐานสากลและสอดรับกับมิติด้านเพศสภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้แนวทางการประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ
- ความสำเร็จจากโครงการกำลังใจ นำไปสู่การจัดตั้งโครงการ Enhancing Lives of Female Inmates (ELFI) ใน พ.ศ. 2551 สำหรับการส่งเสริมแนวทางในระดับสากลให้ประเทศต่าง ๆ นำไปใช้ปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง
- ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ต้องขังหญิง และเด็กติดผู้ต้องขัง ตลอดจนทรงสนับสนุนการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (UNIFEM) ได้กราบทูลเชิญให้ทรงดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี ใน พ.ศ. 2551 และกองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (UNIFEM) ถวายรางวัล UNIFEM Award ใน พ.ศ. 2552
- ระหว่างนี้ ทรงเป็นผู้นำในการรณรงค์ระดับโลกเพื่อจัดทำ “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง” (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures for Women Offenders) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules)
- สหประชาชาติเห็นชอบให้มีกระบวนการปรึกษาหารือและเจรจายกร่างข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง และนำไปสู่การรับรอง “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (The Bangkok Rules) โดยสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 65 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 (รายละเอียดเพิ่มเติมที่: https://www.tijbangkokrules.org/th)
- ข้อกำหนดกรุงเทพ เป็นมาตรฐานสหประชาชาติฉบับแรกในโลกที่มุ่งดูแลความต้องการเฉพาะของเพศหญิง โดยมีเนื้อหาครอบคลุมการบริหารจัดการเรือนจำตั้งแต่การรับตัวผู้ต้องขัง การดูแลสุขอนามัยและสุขภาพ การดูแลความปลอดภัยและความมั่นคง การปฏิบัติและดูแลผู้ต้องขังพิเศษอย่างผู้ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดี เด็กผู้หญิงในเรือนจำ ชาวต่างชาติ ชนกลุ่มน้อยและชนพื้นเมือง การฟื้นฟูเยียวยาในเรือนจำ รวมไปถึงการคุ้มครองผู้หญิงที่ทำงานในราชทัณฑ์
- ข้อกำหนดกรุงเทพได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และมีการนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง เด็ก และกลุ่มเปราะบางในเรือนจำโดยรวม เช่น การปรับปรุงสถานที่คุมขังให้สนองความต้องการตามเพศภาวะ การบริการสาธารณสุข และการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับเพศภาวะเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง ลดการตีตรา และลดการกระทำผิดซ้ำ
- ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาพิเศษ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice – TIJ) ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2554 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules)
- ทรงให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อกำหนดกรุงเทพไปยังนานาประเทศ เช่น ในโอกาสที่เสด็จเยือนกรุงจาการ์ตาในฐานะทูตสันถวไมตรีของสำนักงาน UNODC ด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เสด็จไปเยี่ยมชมเรือนจำหญิงตังเกอรัง (Tangerang) เมื่อ พ.ศ. 2561 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการเรือนจำของอินโดนีเซีย และใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ในอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และกัมพูชา เป็นต้น
- ปัจจุบัน TIJ ได้ต่อยอดการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพในระดับนานาชาติ นอกจากการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการบริหารจัดการเรือนจำให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพในประเทศในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ยังได้ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ริเริ่มโครงการ Renewing our promise: Fostering progress and investments to advance the application of the Bangkok Rules ในโอกาสครบรอบ 15 ปี ข้อกำหนดกรุงเทพ เพื่อสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันในการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ ข้อท้าทาย และแนวทางการขับเคลื่อนการใช้ข้อกำหนดกรุงเทพที่สอดรับกับความต้องการของภูมิภาคต่าง ๆ ในอนาคต โดยมีการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจาก 5 ภูมิภาคทั่วโลก
- สำหรับในประเทศไทย TIJ มุ่งเน้นการพัฒนาและฟื้นฟูผู้ต้องขังผ่านการร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อการปรับปรุงมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง เช่น การปรับปรุงเรือนจำ การจัดทำโครงการเรือนจำต้นแบบ การพัฒนาทักษะชีวิตและวิชาชีพก่อนปล่อยและหลังปล่อยตัว เป็นต้น
- โครงการตั้งต้นดี บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเริ่มดำเนินการใน พ.ศ. 2565 เป็นโครงการต้นแบบในการฟื้นฟูเยียวยาผู้พ้นโทษให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ปัจจุบันโครงการตั้งต้นดีฝึกอาชีพให้แก่ผู้พ้นโทษในธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบ on-the-job training พัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็น และขยายไปยังธุรกิจอื่น ๆ เช่น นวดสปา ซาลอน และการดูแลต้นไม้ใหญ่ พร้อมทั้งการพัฒนาทักษะ Digital Workforce ให้แก่เด็กที่ก้าวพลาดในศูนย์ฝึก เป็นต้น
...
2. การผลักดันหลักนิติธรรมให้ได้รับการบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของวาระการพัฒนาหลังปี 2015 นำไปสู่การกำหนดเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 (SDG 16)
“สังคมเราจะไม่สามารถเติบโตและก้าวหน้าได้ หากยังขาดเสถียรภาพและความยุติธรรม สังคมย่อมเกิดความวุ่นวาย หากกฎหมายไม่มีความเป็นธรรม และกระบวนการยุติธรรมที่ใช้อยู่ไร้ประสิทธิภาพ”
ความบางส่วนจากบทประทานสัมภาษณ์ สำนักข่าว Associated Press (AP) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ในระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
- ระหว่างทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ปี 2555 - 2557 ทรงมีบทบาทในเวทีที่สำคัญในการกำหนดนโยบายความยุติธรรมระดับโลก ดังนี้
ทรงปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (The Commission on Crime Prevention and Criminal Justice - CCPCJ) สมัยที่ 21 พ.ศ. 2555
...
ทรงร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด (The Commission on Narcotic Drugs - CND) สมัยที่ 56 พ.ศ. 2556
- ทรงผลักดันให้เกิดการประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยหลักนิติธรรม (The Bangkok Dialogue on the Rule of Law) ใน พ.ศ. 2556 ที่กรุงเทพฯ เพื่อสร้างแรงผลักดันทางการเมืองในประเด็นความยุติธรรม ความมั่นคง และหลักนิติธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบทบาทในการยกระดับกระบวนการยุติธรรมให้ทัดเทียมมาตรฐานระหว่างประเทศ
- ภายหลังการประชุมดังกล่าว ทรงร่วมกับผู้แทนประเทศต่าง ๆ ผลักดันให้มีการบรรจุประเด็นเรื่องหลักนิติธรรมเข้าไว้ในวาระการพัฒนาของสหประชาชาติหลังปี พ.ศ. 2558 นำไปสู่การรวมเข้าเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goal 2030) ในเป้าหมายที่ 16 ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง
- ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime – UNODC) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 จากที่ทรงได้ร่วมงานกับ UNODC เพื่อผลักดันประเด็นความยุติธรรมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมวาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
“การรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีเป็นโอกาสสำคัญให้ได้สนับสนุนงานของสหประชาชาติด้านหลักนิติธรรมและความเป็นธรรมซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน” และทรงเสริมว่า “ข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะทำงานร่วมกับสำนักงาน UNODC ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม จัดการกับปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการสนับสนุนความพยายามระดับโลกในการเสริมสร้างหลักนิติธรรม”
พระดำรัสผ่านวิดีทัศน์ในโอกาสที่ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
- ภารกิจสำคัญระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าว คือการเผยแพร่กิจกรรมและส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง UNODC กับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศสมาชิกอาเซียนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรมและการปฏิรูประบบงานยุติธรรมทางอาญา ยกระดับความสำคัญของโครงการของ UNODC ในภูมิภาคเอเชีย และรณรงค์ให้เกิดความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรม สันติภาพ เสถียรภาพ และเป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน
3. การผลักดันการเจรจาร่างข้อมติสู่การรับรองแนวทางสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาทางเลือก (United Nations Guiding Principles on Alternative Development) เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด
“การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเป็นเกราะป้องกันการกระทำผิดกฎหมายที่ดีที่สุด”
พระดำรัสในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศว่าด้วยการผลักดันแนวทางปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือกสู่การปฏิบัติ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 ที่กรุงเทพฯ
- ทรงตระหนักว่าหลักนิติธรรมเป็นแกนหลักของการสร้างสถาบันที่เข้มแข็งและระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยให้สังคมสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ การสร้างหลักนิติธรรมจำเป็นต้องใช้สหวิทยาการจากหลายภาคส่วน แม้แต่ในการแก้ไขปัญหาของผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ
- ทรงมีบทบาทในการผลักดันแนวทางปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือกสู่การปฏิบัติ (United Nations Guidance on Alternative Development – UNGPs on AD) ระหว่างการประชุม International Workshop and Conference on Alternative Development (ICAD) ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นการประชุมระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การแก้ไขปัญหาการปลูกพืชยาเสพติดและปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
- ทรงสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ โดยทรงยกตัวอย่างโครงการพัฒนาดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ให้ทางเลือกในการประกอบอาชีพทดแทนการปลูกพืชเสพติด เช่น ฝิ่น เพื่อให้ประชาชนได้พัฒนาชีวิตในแนวทางที่เหมาะสมและไม่ขัดต่อกฎหมาย การพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) ดังกล่าวได้กลายเป็นแบบอย่างของการผสาน "หลักนิติธรรม" กับ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" อย่างเป็นรูปธรรม
- จากการประชุม ICAD ครั้งที่ 1 ได้นำไปสู่การร่างแนวทางปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก ที่ได้รับการรับรองโดยสมัชชาแห่งสหประชาชาติ ให้เป็น “แนวปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก” ใน พ.ศ. 2556 โดยใช้เป็นเอกสารอ้างอิงในการดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกโดยประเทศสมาชิกสหประชาชาติ
- ใน พ.ศ. 2558 ทรงเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศเพื่อผลักดันแนวทางปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือกสู่การปฏิบัติ ในการประชุม ICAD ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “หลักนิติธรรมกับการพัฒนาทางเลือก: การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมเพื่อบรรลุผลสำเร็จในการพัฒนาทางเลือกด้านการทดแทนการปลูกพืชเสพติด”
- ทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ใช้แนวทางการพัฒนาทางเลือกเพื่อป้องกันอาชญากรรมในหลายพื้นที่ โดยเน้นการสอนทักษะชีวิตแก่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงในการกระทำความผิด อาทิ การฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังใน “เรือนจำเปิด” เพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ การส่งเสริมทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับชุมชนที่เสี่ยงต่อการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ดังเช่นการสืบสานโครงการพัฒนาทางเลือกที่ดอยตุง
- ใน พ.ศ. 2560 ทรงเปิดงานนิทรรศการของประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจ 70 ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ โดยมีการจัดแสดงโครงการพัฒนาต่าง ๆ รวมถึงโครงการพัฒนาทางเลือกของไทย ในการประชุม Commission on Narcotic Drugs (CND) สมัยที่ 60 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติกรุงเวียนนา
- โครงการร้อยใจรักษ์ เริ่มต้นดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ. 2560 โดยใช้หลักการพัฒนาทางเลือก มาปรับใช้แก้ปัญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ รวมทั้งใช้หลักการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามตำราแม่ฟ้าหลวงบนหลักเหตุและผล โดยมุ่งเป้าหมายให้ชุมชนสามารถดำเนินการ สานต่อ และต่อยอดการพัฒนาได้ด้วยตนเอง และพึ่งพาตนเองได้
- ใน พ.ศ. 2561 ทรงนำคณะทูตานุทูตและคณะร่วมศึกษาดูงาน (Study Visit) ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย อันเป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา “เสริมพลังแก่ชุมชนและสตรีกลุ่มเปราะบาง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (A regional colloquium on “Empowering Vulnerable Communities and Women for Sustainable Development”) เพื่อส่งเสริมการใช้การพัฒนาทางเลือกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสังคมทุกภาคส่วน เพื่อการป้องกันอาชญากรรมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่มีกลุ่มเปราะบางทางสังคม โดยศึกษาตัวอย่างความสำเร็จจากทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ และโครงการพัฒนาดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- หลักสูตรอบรมสำหรับผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD Program) เป็นหลักสูตรอบรมที่ TIJ ร่วมกับภาคีเครือข่ายสานต่อพระดำริ โดยนับตั้งแต่ปี 2560-2565 RoLD Program ได้สร้างเครือข่ายผู้นำด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD Fellows) มาแล้ว 5 รุ่น จำนวน 425 คน จาก 277 องค์กร ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนหลักนิติธรรมของประเทศให้เข้มแข็งและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และล่าสุดใน พ.ศ. 2568 TIJ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จัดงาน Thailand Rule of Law Fair งานแฟร์เพื่อความแฟร์ ในหัวข้อ “Investing in the Rule of Law for a Sustainable Future” เพื่อยกระดับหลักนิติธรรมไทย สร้างความเป็นธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจ และเสริมศักยภาพการแข่งขันสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืนด้วย
4. การส่งเสริมสิทธิและการป้องกันอาชญากรรมในเยาวชนกลุ่มเปราะบาง
“การลงมติรับรองยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา แสดงถึงความมุ่งมั่นของประชาคมระหว่างประเทศที่จะไม่ยอมรับการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งความพร้อมที่จะร่วมกันสร้างให้โลกนี้เป็นโลกที่ดีกว่าเดิมสำหรับเด็ก”
ส่วนหนึ่งของพระดำรัส ในการประชุมระดับสูงเพื่อขจัดการกระทำรุนแรงต่อเด็กในการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557
- ระหว่างที่รับตำแหน่งเลขานุการเอกในคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ทรงร่วมงานกับ Ms. Marta Santos Pais ผู้เสนอรายงานพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยความรุนแรงต่อเด็ก ทำให้ทรงตระหนักและเข้าใจถึงสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่ต้องข้องเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมมักเผชิญกับปัญหาการละเมิดสิทธิที่ควรได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานสากล
- ทรงร่วมประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาร่างยุทธศาสตร์และมาตรการเชิงปฏิบัติการเพื่อการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Open-ended Intergovernmental Expert Group Meeting to develop a draft set of model strategies and practical measures on the elimination of violence against children in the field of crime prevention and criminal justice) ใน พ.ศ. 2557 อันเป็นแนวทางการปฏิบัติต่อเด็กที่มีความเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย และพยาน
- ทรงร่วมผลักดันจนกระทั่ง ยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติ ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (United Nations Model Strategies and Practical Measures on the Elimination of Violence against Children in the Field of Crime Prevention and Criminal Justice – UN Model Strategies on VAC) ได้รับการรับรองในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557 โดยถือเป็นข้อมติที่ได้รับการรับรองเร็วที่สุดนับแต่กระบวนการเสนอถึงกระบวนการรับรอง (รายละเอียดของ UN Model Strategies on VAC ดูได้ที่นี่: https://www.tijthailand.org/publication/detail/un-model-strategies-on-vac)
- ทรงร่วมการประชุมเพื่อขับเคลื่อนการนำยุทธศาสตร์ต้นแบบฯ สู่การปฏิบัติในการประชุมระดับสูง High-Level Panel Discussion on Violence against children in the field of crime prevention and criminal justice ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ใน พ.ศ. 2558 โดยในการประชุมครั้งนี้ผู้แทนจากนานาชาติได้นำเสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในกระบวนการยุติธรรม ที่จัดโดย TIJ ร่วมกับ UNODC และ UNICEF ช่วงปลาย พ.ศ. 2557
- ทรงริเริ่มแนวคิดการใช้กีฬาเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาแก่เด็กและเยาวชน จากโครงการเพื่อปรับปรุงสนามกีฬาให้แก่ศูนย์ฝึกของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อ พ.ศ. 2557 กระทั่งก่อตั้งเป็นสโมสรกีฬา Bounce Be Good หรือสโมสร BBG เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม
- ทรงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเสนอ ข้อมติ “Integrating Sport into Youth Crime Prevention and Criminal Justice” ในการประชุม CCPCJ สมัยที่ 28 โดยมีการจัดงานเสวนานานาชาติว่าด้วยการใช้กีฬาป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาในกลุ่มเยาวชน เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันส่งเสริมเพื่อนำแนวคิดดังกล่าวไปขยายผลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ใน พ.ศ. 2562
- ข้อมติ “Integrating Sport into Youth Crime Prevention and Criminal Justice” ได้รับการรับรองโดยฉันทามติจากประเทศสมาชิก ใน พ.ศ. 2564 สาระสำคัญของมติดังกล่าวคือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของกีฬาว่าเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ยั่งยืน และให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่ากีฬามีส่วนช่วยในการส่งเสริมและฟื้นฟูเด็กที่กระทำผิดให้กลับมาอยู่ในสังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เมื่อได้ฝึกฝนกีฬาควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิต
- โครงการสนับสนุนเด็กและเยาวชนในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง จังหวัดระยอง เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ริเริ่มขึ้นตามแนวพระดำริ โดยเน้นหลักการบูรณาการทำงานจากเครือข่ายหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนแต่ละช่วงวัยในสถานคุ้มครองฯ โดยเน้นการทำงานเชิงป้องกันและลดความเสี่ยงไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่วงจรอาชญากรรมในอนาคต ภายใต้แนวคิด “เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง”
พระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สะท้อนให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ที่ว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการทางกฎหมาย แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจปัญหาและความยากลำบากของประชาชนในการเข้าถึงความยุติธรรม จากนั้นจึงมุ่งไปสู่การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้นั้น ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้ที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่ประโยชน์สุขของประชาชนอย่างยั่งยืน จึงจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของความยุติธรรม