ทำความรู้จัก "โรคเกลียดเสียง" นั่งกินข้าวอยู่ดีๆ แต่กลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินเสียงคนข้างๆ เคี้ยวอาหารดังจั๊บๆ หรือระหว่างทำงานในออฟฟิศ เสียงกดปากกาซ้ำๆ ของเพื่อนร่วมงานกลับทำให้คุณเสียสมาธิจนแทบอยากลุกหนีออกจากห้อง

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการ "ขี้รำคาญ" หรืออารมณ์ไม่ดีชั่วคราว แต่ความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกหงุดหงิดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากเสียงบางประเภท อาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า "Misophonia" หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ "โรคเกลียดเสียง"

แม้เสียงเหล่านี้จะเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะ Misophonia เสียงเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียด ความโกรธ หรือความอึดอัดใจได้อย่างรวดเร็ว จนส่งผลต่อการทำงาน การเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้

รู้จัก "โรคเกลียดเสียง" (Misophonia) คืออะไร

โรคเกลียดเสียง (ภาษาอังกฤษ: Misophonia) คือ ภาวะที่สมองตอบสนองต่อเสียงบางประเภทมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้เกิดอารมณ์ด้านลบอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินเสียงที่เป็นตัวกระตุ้น แม้เสียงนั้นจะไม่ได้ดังหรือรบกวนคนอื่นเลยก็ตาม

คำว่า Misophonia มาจากภาษากรีก โดยคำว่า Miso หมายถึง "ความเกลียดชัง" และ Phonia หมายถึง "เสียง" จึงแปลได้ว่า "ความไม่ชอบหรือเกลียดเสียงบางประเภท" ภาวะนี้ไม่ได้เกี่ยวกับระดับความดังของเสียง แต่เกี่ยวข้องกับ "ประเภทของเสียง" ที่แต่ละคนไวต่อการรับรู้แตกต่างกัน

...

โรคเกลียดเสียง (Misophonia) เกิดจากอะไร?

โรคเกลียดเสียง เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีปฏิกิริยาทางอารมณ์รุนแรงต่อเสียงบางประเภท แม้จะเป็นเสียงธรรมดาที่คนทั่วไปไม่ได้รู้สึกรำคาญ แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ได้แก่

1. ความผิดปกติในการประมวลผลเสียงของสมอง

สมองของผู้ที่มีภาวะโรคเกลียดเสียง อาจตอบสนองต่อเสียงบางชนิดมากกว่าปกติ ทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด โกรธ วิตกกังวล หรือเครียดทันทีเมื่อได้ยินเสียงกระตุ้น

2. ความเชื่อมโยงระหว่างเสียงกับอารมณ์

สมองอาจสร้างการเชื่อมโยงระหว่างเสียงบางอย่างกับประสบการณ์หรืออารมณ์ด้านลบในอดีต ส่งผลให้เมื่อได้ยินเสียงเดิมอีกครั้ง จะเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์อย่างรุนแรง

3. ปัจจัยทางพันธุกรรม

มีการพบว่าบางครอบครัวมีสมาชิกหลายคนที่มีอาการคล้ายกัน จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

4. เกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจบางประเภท

โรคเกลียดเสียง อาจพบร่วมกับภาวะอื่น เช่น โรควิตกกังวล ภาวะย้ำคิดย้ำทำ (OCD) หรือโรคสมาธิสั้น (ADHD) แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีภาวะโรคเกลียดเสียงจะต้องเป็นโรคเหล่านี้เสมอไป

เสียงแบบไหนกระตุ้นให้มีอาการ "ภาวะโรคเกลียดเสียง"

บางคนเพียงได้ยินเสียงเหล่านี้ไม่กี่วินาที ก็อาจรู้สึกหงุดหงิดจนเสียสมาธิ หรือรู้สึกอยากหลีกหนีจากสถานการณ์นั้นทันที โดยเสียงที่เป็นตัวกระตุ้นของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่เสียงที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • เสียงเคี้ยวอาหาร
  • เสียงดูดน้ำหรือจิบเครื่องดื่ม
  • เสียงกลืนน้ำลาย
  • เสียงหายใจดัง
  • เสียงคลิกปากกา
  • เสียงเคาะโต๊ะ
  • เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด
  • เสียงสั่นขาหรือกระดิกเท้า
  • เสียงขยับถุงพลาสติก

ทำไมสมองถึงตอบสนองกับ "บางเสียง" มากเป็นพิเศษ?

เชื่อว่าภาวะโรคเกลียดเสียงเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของสมองส่วนที่ประมวลผลเสียง และสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อได้ยินเสียงที่เป็นตัวกระตุ้น สมองอาจตีความเสียงนั้นเป็นสิ่งรบกวนหรือภัยคุกคาม ส่งผลให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาคล้ายภาวะตื่นตัว เช่น หัวใจเต้นเร็ว เครียด หรือรู้สึกโกรธ นอกจากนี้ ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ยังอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้อีกด้วย

...

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีภาวะโรคเกลียดเสียง (Misophonia)

หากมีอาการเหล่านี้เป็นประจำเมื่อได้ยินเสียงบางประเภท อาจเข้าข่ายภาวะโรคเกลียดเสียงได้ เช่น

  • หงุดหงิดหรือโมโหทันทีเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง
  • รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือกระสับกระส่าย
  • เสียสมาธิจากการเรียนหรือการทำงาน
  • พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่หรือบุคคลที่ทำให้เกิดเสียงดังกล่าว
  • มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวจากเรื่องเสียงเล็กๆ น้อยๆ
  • รู้สึกผิดหลังจากแสดงอารมณ์รุนแรงออกไป

ทั้งนี้ หากอาการเกิดขึ้นบ่อยจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

...

วิธีรับมือเมื่อเสียงรอบตัวเริ่มทำให้รู้สึกเครียด

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะสำหรับ Misophonia แต่สามารถลดผลกระทบจากอาการได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. ใช้เสียงอื่นช่วยกลบเสียงรบกวน ลองเปิดเพลงเบาๆ เสียงธรรมชาติ หรือใช้หูฟังตัดเสียงรบกวน เพื่อช่วยลดการรับรู้เสียงที่เป็นตัวกระตุ้น

2. ดูแลสุขภาพกายและใจ การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดความเครียด สามารถช่วยให้สมองตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้ดีขึ้น

3. สื่อสารกับคนใกล้ชิด การอธิบายให้คนรอบตัวเข้าใจว่าเสียงบางอย่างส่งผลต่ออารมณ์ของคุณ อาจช่วยลดความเข้าใจผิดและหาทางออกร่วมกันได้

4. ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หากอาการเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยประเมินและแนะนำแนวทางจัดการอาการได้อย่างเหมาะสม

"โรคเกลียดเสียง" หรือ Misophonia ไม่ใช่แค่การไม่ชอบเสียงบางอย่าง แต่เป็นภาวะที่ทำให้สมองตอบสนองต่อเสียงเฉพาะด้วยอารมณ์ที่รุนแรงกว่าปกติ จนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ แม้เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงกดปากกา หรือเสียงเล็กๆ รอบตัวจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับบางคน เสียงเหล่านี้อาจสร้างความเครียดได้มากกว่าที่คิด การทำความเข้าใจภาวะนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของตนเอง