เคยสังเกตตัวเองไหมเวลาที่งานล้นมือ โดนเจ้านายตามงาน หรือรู้สึกกดดันจนแทบระเบิด จู่ๆ ร่างกายก็เรียกร้องหาชานมไข่มุก ของทอด หรือขนมหวานชิ้นโตแบบอดใจไม่ไหว ทั้งที่เพิ่งกินข้าวเที่ยงอิ่มไปไม่นาน
อาการแบบนี้ไม่ได้แปลว่ากระเพาะกำลังต้องการอาหารจริงๆ แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะ Emotional Eating หรือที่เรียกกันขำๆ ว่า “หิวทิพย์” ซึ่งก็คือการใช้ของกินมาเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจและจัดการกับความเครียดนั่นเอง
แยกให้ออก หิวจริง หรือแค่ หิวทิพย์
ความสับสนระหว่างความหิวจริงกับความหิวทิพย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย แต่ถ้าลองสังเกตให้ลึกซึ้ง ความหิวทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ความหิวทางร่างกายหรือความหิวปกตินั้น จะค่อยๆ เพิ่มระดับความต้องการขึ้นทีละนิด กินอะไรก็ได้ที่ทำให้อิ่ม และเมื่อกระเพาะเต็มก็จะสามารถหยุดกินได้ พร้อมกับความรู้สึกมีพลังงาน
ความหิวทิพย์ที่มาจากอารมณ์มักจะจู่โจมแบบฉับพลัน จู่ๆ ก็อยากกินขึ้นมาทันที แถมยังเจาะจงด้วยว่าต้องเป็นเมนูนี้เท่านั้น เช่น ต้องเป็นของหวานจัดหรือมันจัด ที่สำคัญคือต่อให้กินจนกระเพาะแน่นแค่ไหนก็ยังรู้สึกไม่พอใจ หยุดปากไม่ได้ และมักจะจบลงด้วยความรู้สึกผิด โทษตัวเอง หรือเสียใจที่เผลอกินเข้าไปแบบลืมตัว
สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังกินตามอารมณ์
หากคุณมักจะตั้งเงื่อนไขให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อใหญ่หลังจบการประชุมสุดหิน หรือชอบหยิบขนมเข้าปากเพลินๆ ระหว่างจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ รู้ตัวอีกทีก็หมดถุงโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสถึงรสชาติจริงๆ นั่นแปลว่าคุณอาจกำลังเข้าข่ายภาวะนี้อยู่
...
หลายคนรู้สึกอยากกินของอร่อยทุกครั้งที่อารมณ์ดิ่ง ไม่ว่าจะโกรธ เศร้า เหงา หรือเบื่อหน่าย เพราะลึกๆ แล้วสมองเรียนรู้ว่าการได้เคี้ยวหรือการได้รับน้ำตาลจากของโปรด เป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการปิดสวิตช์ความเครียดตรงหน้าได้ชั่วคราว
วิธีรับมือความเครียดโดยไม่ต้องพึ่งของกิน
การกินเพื่อฮีลใจไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากปล่อยให้อารมณ์บงการความหิวบ่อยจนเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพและน้ำหนักตัวในระยะยาว การรับมือกับภาวะนี้สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ "กฎ 15 นาที" เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายตะโกนสั่งให้อยากกินสแน็กจุกจิก ลองชะลอการกินออกไปก่อน ดื่มน้ำเปล่าสักแก้ว แล้วลุกไปเดินยืดเส้นยืดสาย เปลี่ยนอิริยาบถสักพัก หากความหิวจางหายไป แสดงว่านั่นคือความหิวทิพย์ที่หลอกให้เราอยากเคี้ยว
นอกจากนี้ การหาทางระบายความกดดันด้วยวิธีอื่นที่ไม่พึ่งพาของกินก็ช่วยได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยระบายกับเพื่อนร่วมงาน ฟังเพลงโปรดเพื่อปรับอารมณ์ หรือแค่สูดลมหายใจลึกๆ ดึงสติกลับมา รวมถึงการจัดระเบียบโต๊ะทำงานใหม่ด้วยการเคลียร์เสบียงขนมออกไปให้พ้นสายตา เพื่อลดสิ่งเร้าเมื่อเกิดความเครียด
แต่หากถึงที่สุดแล้วรู้สึกว่าต้องกินจริงๆ ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีกินอย่างมีสติ ด้วยการตักแบ่งอาหารใส่จานในปริมาณที่พอเหมาะ โฟกัสกับการเคี้ยวและรับรสชาติของอาหารตรงหน้า แทนการตักเข้าปากไปพร้อมๆ กับการพิมพ์งาน
ความเครียดจากการทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เมื่อเราเริ่มแยกแยะได้ว่าเสียงท้องร้องนั้นมาจากกระเพาะหรือมาจากความกดดัน เราก็จะสามารถเลือกวิธีรับมือที่ใจดีต่อทั้งความรู้สึกและสุขภาพร่างกายของเราได้อย่างแท้จริง