ทุกวันนี้เรารู้กันดีว่าทีมชาติสเปนมีดีกรีแชมป์โลกหนึ่งสมัย จากฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น สเปนคือทีมที่ถูกครหาเสมอมาว่าเป็น "หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม" ไม่ว่าจะมีนักเตะระดับเทพจากเรอัล มาดริด หรือบาร์เซโลนามากแค่ไหน พอลงทัวร์นาเมนต์ใหญ่จริงๆ ก็มักตกม้าตายตั้งแต่รอบแรกๆ จนกลายเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าทำไมสเปนถึงไปไม่ถึงดวงดาวเสียที

ที่น่าสนใจคือ คำตอบของคำถามนี้ก็ซ่อนอยู่ในคำถามนั่นเอง เพราะปรัชญาฟุตบอลของเรอัล มาดริด กับบาร์เซโลนานั้นต่างกันคนละขั้ว ฝั่งหนึ่งเน้นครองบอลและใช้คนจำนวนมากเข้าทำ อีกฝั่งตั้งรับแล้วสวนกลับด้วยคนไม่กี่คน พอเอาสองแนวคิดมายัดรวมในทีมเดียวโดยไม่มีโค้ชคนไหนจูนให้ลงตัวได้ บวกกับอีโก้ของนักเตะที่บางครั้งสูงเสียจนไม่สนแผนของโค้ช ผลที่ตามมาก็คือความล้มเหลวซ้ำๆ อย่างการตกรอบแรกแบบขายหน้าในฟุตบอลโลก 1998


จุดที่เปลี่ยนทุกอย่างเริ่มก่อตัวในปี 2008 ปีที่บาร์เซโลนาภายใต้เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผงาดขึ้นเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก ด้วยระบบที่มีลิโอเนล เมสซี เป็น False 9 และครองบอลเกมละ 60-80 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ถ้าเราลองถอดเมสซีออกจากสมการ สิ่งที่เหลืออยู่ก็แทบจะเป็นนักเตะทีมชาติสเปนทั้งดุ้น ทั้งชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสตา, เซร์คิโอ บุสเกตต์, การ์เลส ปูโยล, เคราร์ด ปิเก, เปโดร และดาบิด บีญา เมื่อแกนของทีมที่เก่งที่สุดในโลกคือคนสเปน การตัดสินใจของโค้ชทีมชาติจึงง่ายขึ้น นั่นคือยกระบบของบาร์ซามาใช้แทบทั้งหมด

...

แต่สิ่งที่หลุยส์ อาราโกเญส มอบให้มากกว่าระบบ คือ "ความเชื่อ" เขาเข้ามาคุมทีมในปี 2004 แล้วใช้เวลาสี่ปีปลุกปั้นให้นักเตะเชื่อว่าพวกเขาคว้าแชมป์ใหญ่ได้จริง ทั้งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เขาสร้างสำนึกของการเล่นเพื่อทีมเดียวกันในนาม "ลา โรฆา" และกล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ ทั้งการถอดราอูล กอนซาเลซ ออกจากทีม และการผลักดันให้เซร์คิโอ รามอส เชื่อว่าตัวเองเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในโลกได้ ปลายทางของสี่ปีนั้นคือแชมป์ยูโร 2008 ก่อนส่งไม้ต่อให้บิเซนเต เดล บอสเก ไปคว้าแชมป์โลก 2010


ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ เพราะเดล บอสเก คือคนของเรอัล มาดริดเต็มตัว อยู่กับราชันชุดขาวทั้งในฐานะนักเตะและโค้ชมาเกือบทั้งชีวิต แต่ในทีมชาติ เขากลับวางความเป็นมาดริดของตัวเองลงจนหมด แล้วเลือกใช้ระบบของบาร์ซาเพื่อความสำเร็จของสเปน ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เขาคือคนที่ทำให้ห้องแต่งตัวซึ่งเต็มไปด้วยความแตกต่างรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ แค่การทำให้สองสิงห์แนวรับอย่างรามอสกับปิเกอยู่ถ้ำเดียวกันได้ ก็ถือเป็นเครดิตที่เขาควรได้รับเต็มๆ และเมื่อไม่มีเมสซี เดล บอสเก ก็แก้โจทย์ด้วยการดันอิเนียสตาขึ้นไปเล่นเกมรุกเต็มตัวร่วมกับเปโดรและบีญา ซึ่งล้วนเข้าใจจังหวะกันดีอยู่แล้วจากบาร์ซา

วิธีเล่นที่เป็นการรับบอล จ่ายบอล แล้ววิ่งไปรอรับใหม่ ด้วยบอลสั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนคู่แข่งวิ่งตามเงาไม่ทัน คือสิ่งที่ภายหลังถูกเรียกว่า "ติกิ-ตากา" โดยมีชาบีทำหน้าที่เป็นเหมือนเมโทรนอมคุมจังหวะ และเป็นคนลั่นระฆังว่าจะบุกเมื่อไหร่ แต่ถ้าจะสาวให้ถึงราก ฟุตบอลแบบนี้เริ่มจากตำนานชาวเนเธอร์แลนด์อย่างไรนุส มิเชลส์ ส่งต่อมายังโยฮัน ครอยฟ์ ที่วางรากฐานให้บาร์ซา ก่อนที่เป๊ปลูกศิษย์ของครอยฟ์จะยกระดับมันขึ้นไปอีกขั้น พูดสั้นๆ ก็คือ ความยิ่งใหญ่ของสเปนชุดนั้นส่วนหนึ่งติดหนี้คนเนเธอร์แลนด์อยู่ไม่น้อย

มรดกที่สเปนทิ้งไว้ก็ไม่ได้มีแค่ถ้วยแชมป์ แต่คือการลบล้างความเชื่อเดิมๆ ที่ว่านักเตะที่ดีที่สุดต้องตัวสูงตัวใหญ่ เพราะชาบีและอิเนียสตา (รวมถึงเมสซีในอีกสีเสื้อ) พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้เล่นที่มีไอคิวฟุตบอลสูง อ่านเกมขาด เล่นได้ทั้งรุกและรับ ก็ไปถึงจุดสูงสุดได้โดยไม่ต้องพึ่งรูปร่าง

อัตลักษณ์ชุดนั้นก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอดีต เพราะทีมชาติสเปนชุดปัจจุบันภายใต้การคุมทีมของหลุยส์ เด ลา ฟวนเต ผู้พาทีมคว้าแชมป์ยูเอฟ่า เนชันส์ลีก 2023 และแชมป์ยูโร 2024 ด้วยการชนะรวด 7 นัด ปิดท้ายที่การเฉือนอังกฤษ 2-1 จนกลับขึ้นไปครองอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง ยังคงรักษาดีเอ็นเอด้านเทคนิคและการครองบอลเอาไว้ เพียงแต่ปรับให้เร็วขึ้นและตั้งเป้าไปข้างหน้ามากขึ้น ไม่ใช่การครองบอลไปเรื่อยๆ  แต่เป็นเกมครองบอลสมัยใหม่ที่รู้จังหวะเร่งเครื่องในเกมใหญ่ โดยมีปีกความเร็วสูงอย่างลามีน ยามาล และนิโก วิลเลียมส์ เป็นหัวหอก 

ขณะที่แกนกลางยังส่งต่อสายเลือดเดิม ทั้งโรดรี เจ้าของบัลลงดอร์ 2024 ในบทบาทตัวรับต่ำที่สืบทอดมาจากบุสเกตต์ และเปดรี มันสมองแผงกลางที่ชวนให้นึกถึงชาบีและอิเนียสตา

...


มาถึงฟุตบอลโลก 2026 เรื่องราวของสเปนยิ่งดูมีความหมาย เพราะทีมที่ครั้งหนึ่งเคยแทบเป็นอัมพาต เพราะรอยร้าวระหว่างมาดริดกับบาร์ซา วันนี้กลับเดินทางไปในฐานะแชมป์ยุโรป ด้วยรายชื่อ 26 คนสุดท้ายที่ไม่มีนักเตะจากเรอัล มาดริดแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกในการไปฟุตบอลโลก 17 หนของพวกเขา อัตลักษณ์ "ลา โรฆา" ที่อยู่เหนือสีเสื้อสโมสร ซึ่งอาราโกเญสและเดล บอสเก ช่วยกันวางไว้ ได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ และไม่ว่าทัวร์นาเมนต์นี้จะลงเอยแบบไหน ชาติที่เต็มไปด้วยความต่างทั้งภาษาและภูมิภาคก็ยังหลอมรวมเป็นหนึ่งได้เสมอ ในวันที่ลา โรฆา ลงสนาม