ทีมชาติญี่ปุ่นกลายเป็นขาประจำของฟุตบอลโลกไปแล้ว และแม้จะไม่ได้มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัว แต่ขุมกำลังหลักของพวกเขาก็กระจายค้าแข้งอยู่บนเวทียุโรปเป็นจำนวนมาก จุดเด่นที่กลายเป็นตัวตนของทีมชุดนี้คือคำว่า "ความสามัคคี"
ใครที่เป็นแฟนมังงะ "กัปตันซึบาสะ" และอ่านมาตั้งแต่ยุคที่ โอโซระ ซึบาสะ ยังเป็นนักเตะเยาวชน คงจำได้ว่าช่วงเวลานั้นทีมชาติญี่ปุ่นยังไม่เคยได้สัมผัสฟุตบอลโลกแม้แต่ครั้งเดียว การได้ไปยืนอยู่บนเวทีนั้นจึงเป็นความฝันสูงสุดของกัปตันซึบาสะ
กระทั่งฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส ความฝันของสุดยอดกัปตันในโลกมังงะก็ไม่ได้เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นเรื่องจริง แม้ทัวร์นาเมนต์แรกในชีวิตของทีมชาติญี่ปุ่นจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ทั้งสามนัด ทั้งต่ออาร์เจนตินา 0-1, โครเอเชีย 0-1 และจาไมกา 1-2 แต่จะเห็นได้ว่าไม่มีนัดใดเลยที่พวกเขาแพ้ด้วยสกอร์ห่างเกินกว่าหนึ่งประตู
ยิ่งไปกว่านั้น France 98 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ในโลก "เสื้อบอล" เมื่อชุดเหย้าสีน้ำเงินหรือที่ถูกเรียกกันว่า "ชุดลายไฟ" ได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าสวยติดอันดับตลอดกาล สวมใส่โดยนักเตะดีกรีแชมป์กัลโช เซเรีย อา ในเวลาต่อมากับโรมาอย่าง ฮิเดโตชิ นากาตะ คู่กับชุดผู้รักษาประตูลายไฟสีดำของนายทวารจอมหนึบ โยชิคาซึ คาวากูจิ
หลังจากปี 1998 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบสุดท้ายทุกสมัยติดต่อกัน ทว่ายังไปไม่ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้เลยสักครั้ง ที่น่าเสียดายที่สุดคือฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย เมื่อพวกเขาขึ้นนำเบลเยียมถึง 2-0 ก่อนจะถูกไล่ตีเสมอและแซงสามประตูรวด ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย
ส่วนฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ญี่ปุ่นทำผลงานได้เกินคาด ด้วยการเอาชนะทั้งเยอรมนีและสเปน 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะเล่นได้เหนือกว่าโครเอเชียในรอบ 16 ทีม แต่สุดท้ายมาพลาดท่าแพ้ในการดวลจุดโทษ
...
แต่สิ่งที่ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นถูกจดจำมากยิ่งกว่าผลการแข่งขัน คือภาพของแฟนบอลที่ช่วยกันเก็บขยะบนอัฒจันทร์หลังจบเกม รวมถึงห้องพักนักกีฬาที่ถูกเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย ซึ่งก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะญี่ปุ่นคือชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องวินัยของผู้คน ถูกปลูกฝังกันมาช้านานจนกลายเป็นภาพจำไปโดยปริยาย
ที่น่าสนใจคือ ฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นยังมีภาพผูกติดกับโลกมังงะอย่างแยกไม่ขาด กัปตันซึบาสะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักฟุตบอลชาวญี่ปุ่น (และทั่วโลก) จำนวนมาก และเช่นเดียวกับตัวละครหลายตัวในเรื่องที่ออกไปค้าแข้งในยุโรป ขุมกำลังของญี่ปุ่นชุดลุยฟุตบอลโลก 2026 ก็กระจายเล่นอยู่ทั่วทั้งทวีป ทั้งจากเซเรีย อา, บุนเดสลีกา, เอเรดิวิซี, ลาลีกา และพรีเมียร์ลีก
กลับมาที่จุดเด่นเรื่องความสามัคคี ผู้เล่นเกมรุกของญี่ปุ่นพร้อมถอยลงมาช่วยเล่นเกมรับ ขณะที่ผู้เล่นเกมรับก็ทำหน้าที่คอยสนับสนุนเกมรุกเช่นกัน โดยไม่ยึดติดว่าจังหวะสำคัญต้องเริ่มต้นจากนักเตะระดับสตาร์เพียงคนเดียว ทุกคนเน้นการอุทิศตนเพื่อเป้าหมายร่วมกันเหนือกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล มองจากมุมหนึ่ง การไม่มีสตาร์ระดับโลกที่ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัว กลับกลายเป็นกลไกที่ทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น และทำให้ฟุตบอลโลก 2026 ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าติดตามไม่แพ้ทีมชั้นนำจากยุโรปหรืออเมริกาใต้
แน่นอนว่าภาพของกองเชียร์ที่มีวินัย เก็บขยะของตัวเองโดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของคนอื่น พร้อมความเป็นแฟนบอลที่น่ารัก ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่ง "ภาพสีสัน" ที่ทำให้ฟุตบอลโลกหนนี้น่าจดจำยิ่งขึ้น