เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่มักจะตามมาคู่กันเสมอก็คือเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และปรากฏการณ์ฟ้าผ่าอันน่ากลัว หลายคนอาจเคยได้ยินผู้ใหญ่สมัยก่อนเตือนด้วยความหวังดีว่า “เวลาฝนตกฟ้าร้องระงม ห้ามออกไปอาบน้ำเด็ดขาด” (คนสมัยก่อนอาบน้ำนอกบ้าน และเด็กๆ ก็ชอบเล่นน้ำฝน) ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจมองว่าเป็นเพียงกุศโลบายโบราณที่แต่งขึ้นเพื่อหลอกให้เด็กๆ กลัวเสียงฟ้าเสียงฝนเท่านั้น

แต่จริงๆ แล้ว ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เคยให้คำแนะนำถึงวิธีการป้องกันตัวเองจากฟ้าผ่า หากมีสภาพอากาศที่มีพายุฝนคะนอง "ห้ามเข้าใกล้บริเวณอาบน้ำและท่อประปาอื่นๆ" ซึ่งแน่นอนว่ามีท่อประปาที่เชื่อมต่อไปถึงในห้องน้ำด้วย จึงอาจเป็นเหตุผลที่แนะนำว่าหากพายุฝนคะนอง มีเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า อาจงดอาบน้ำไปก่อน

เจาะลึก 3 ปัจจัยเสี่ยง สายฟ้าวิ่งเข้าห้องน้ำได้อย่างไร?

พลังงานจากฟ้าผ่าหนึ่งครั้งมีกระแสไฟสูงถึงหลักแสนแอมแปร์และมีความร้อนมหาศาล แม้ว่าคุณจะหลบอยู่ภายในตัวอาคารที่มิดชิด แต่ "ห้องน้ำ" กลับเป็นจุดที่สุ่มเสี่ยงที่สุดในบ้านด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ท่อประปาและระบบน้ำเป็น "ทางด่วน" นำไฟฟ้า

ระบบประปาของบ้านเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านยุคเก่าหรืออาคารพาณิชย์ มักจะใช้ ท่อระบายน้ำที่เป็นโลหะหรือโครงเหล็ก ซึ่งเป็นสื่อนำไฟฟ้าชั้นยอด และที่สำคัญที่สุดคือ "น้ำประปา" มีส่วนผสมของแร่ธาตุและสารต่างๆ ที่ยอมให้กระแสไฟวิ่งผ่านได้อย่างสะดวกดาย หากฟ้าผ่าลงมาที่หลังคาบ้าน ปั๊มน้ำ หรือโครงสร้างอาคาร กระแสไฟสามารถวิ่งลัดเลาะมาตามระบบท่อและสายน้ำพุ่งตรงสู่ตัวคุณที่กำลังยืนอาบน้ำได้ทันที

...

2. เครื่องทำน้ำอุ่นและสายดินที่ไม่สมบูรณ์

เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อระบบเข้ากับทั้งสายไฟหลักและสายน้ำโดยตรง แม้กฎหมายจะบังคับให้มีการติดตั้ง "สายดิน" แต่หากระบบสายดินภายในบ้านเสื่อมสภาพ ชำรุด หรือติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน แรงดันไฟฟ้าย่อยที่เกิดจากฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียงอาจวิ่งย้อนศรเข้าสู่ตัวเครื่องและปล่อยกระแสไฟรั่วไหลออกมาพร้อมกับน้ำอุ่นที่ราดรดตัวคุณ

3. สภาวะร่างกายที่ "ต้านทานไฟฟ้าต่ำที่สุด"

โดยปกติ ผิวหนังแห้งของมนุษย์จะมีความต้านทานไฟฟ้าในระดับหนึ่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณก้าวเท้าเข้าห้องน้ำจน ร่างกายเปียกปอนไปด้วยน้ำ ความต้านทานไฟฟ้าของผิวหนังจะลดฮวบลงทันที ส่งผลให้หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลเล็ดลอดเข้ามาเพียงแค่เล็กน้อย ร่างกายของคุณจะกลายเป็นสะพานไฟที่สมบูรณ์แบบ ส่งผลให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันหรือเสียชีวิตได้ง่ายกว่าสภาวะปกติหลายเท่า

รู้จัก กฎเหล็ก "30-30" สากลเพื่อความปลอดภัยจากฟ้าผ่า

เลข 30 ตัวแรก (วินาที) หากเห็นฟ้าแลบ แล้วได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมาภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที แสดงว่าพายุฟ้าคะนองอยู่ใกล้ตัวมากในระยะอันตราย ให้หยุดอาบน้ำหรือสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าทันที

ส่วนเลข 30 ตัวที่สอง (นาที) หลังจากฝนหยุดตก หรือไม่มีเสียงฟ้าร้องแล้ว ควรรออย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าประจุไฟฟ้าในอากาศสลายตัวหมด จึงจะสามารถเข้าอาบน้ำได้ตามปกติ

ขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ไม่ควรทำอะไรบ้าง

นอกเหนือจากการอาบน้ำในห้องน้ำ (ไม่ว่าจะเป็นจากฝักบัว, การตักน้ำจากโอ่ง หรือการนอนแช่ในอ่าง) CDC ยังได้แนะนำข้อควรระวังเพิ่มเติมที่คุณควรเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ดังนี้

  1. งดการล้างจานและซักผ้าด้วยมือ กิจกรรมใดๆ ที่ต้องเปิดก๊อกน้ำและสัมผัสกับแหล่งน้ำที่เชื่อมต่อกับท่อภายนอกอาคารควรงดเว้นชั่วคราว

  2. เลี่ยงการใช้โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย เนื่องจากกระแสไฟจากฟ้าผ่าสามารถวิ่งมาตามสายโทรศัพท์ได้ (ส่วนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เสียบปลั๊กชาร์จสามารถใช้งานได้ตามปกติ)

  3. ไม่นอนราบบนพื้นคอนกรีต พื้นคอนกรีตหรือผนังปูนที่มีโครงเหล็กอยู่ภายในสามารถเป็นตัวนำประจุไฟฟ้าจากฟ้าผ่าลงดินได้

คำเตือนที่ว่า "ฝนตกฟ้าร้องไม่ควรอาบน้ำ" จึงไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นหลักวิทยาศาสตร์เรื่องการนำไฟฟ้าที่พิสูจน์แล้วว่ามีอันตรายถึงชีวิต โอกาสที่จะเกิดฟ้าผ่าทะลุท่อประปาเข้ามาช็อตคนในบ้านอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เมื่อใดที่มันเกิดขึ้น ผลลัพธ์มักจะร้ายแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตเสมอ 

ดังนั้น ในคืนที่พายุฝนกระหน่ำและมีเสียงฟ้าร้องคำราม อดใจรอสักนิดให้พายุผ่านพ้นไปก่อน เพื่อให้การอาบน้ำของคุณเป็นช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ที่มา : www.cdc.gov